[ORG Fiction] Will it go further?
posted on 19 Jul 2009 17:51 by frodoslave in mywork
Title: Will it go further?(1/?)
Rating: PG 13 (สำหรับตอนนี้)
Warning: Slash, Y (ไม่ชอบกรุณาปิดหน้าต่างด่วนค่ะ)
Note: เรื่องเก่ายังไม่จบกระแดะจะเขียนเรื่องใหม่อีกแล้ว แต่เวลาคำพูดมันมามันจะมาเป็นสายน้ำค่ะ แต่บทมันจะแห้งมันก็แห้งเหมือนเทน้ำลงทรายนั่นเลย เวลานี้น้ำยังท่วมท้นอยู่ แต่ก็กำลังเสียวๆ เหมือนกัน เพราะงั้นขอแปะไว้ที่บล็อกตัวเองก่อน จบแล้วค่อยเอาลงบอร์ดละกัน
คราวนี้เป็นแนวไฮสคูลอีกแล้ว หรือเราจะเป็นคนที่เขียนอะไรแอ๊งๆ ไม่ได้ ต้องจิกกัดอย่างเดียว = = ที่มีฟิกออกมาได้ช่วงนี้ แสดงว่าเรากำลังหนีจากโลกความจริงสุดๆ สินะ
Summary: ผมกับเทรย์เฟลิตใส่กันมาได้พักใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราเกิดนึกพิศวาสอะไรกันขึ้นมาหรอก ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นเกย์ 100% และเท่าที่รู้ เทรย์ก็ไม่ใช่เหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้ความมั่นใจของผมชักจะเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาแล้วสิ
Brody’s POV
มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไม่สิ ต้องถามว่ามันเริ่มจริงจังขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่
ผมกับเทรย์เฟลิตใส่กันมาได้พักใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราเกิดนึกพิศวาสอะไรกันขึ้นมาหรอก ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นเกย์ 100% และเท่าที่รู้ เทรย์ก็ไม่ใช่เหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้ความมั่นใจของผมชักจะเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาแล้วสิ ปัญหาที่หนักกว่านั้นก็คือ ไอ้ที่สั่นคลอนน่ะไม่ใช่ความมั่นใจในตัวเทรย์ แต่เป็นความมั่นใจในตัวผมเองต่างหาก
เรื่องมันเริ่มขึ้นอย่างง่ายๆ และไร้สาระมาก ถ้าจะย้อนความไปแบบยาวๆ มันก็เริ่มจากผมกับเทรย์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อายุ 13 บ้านเราอยู่ใกล้กัน เราชอบฟังเพลงแบบเดียวกัน ชอบเล่นเสก็ตบอร์ดเหมือนกัน เราอยู่ด้วยกันเกือบจะตลอดเวลาและก็ทำอะไรๆ ในแบบที่เด็กผู้ชายทั่วไปเขาทำกันน่ะแหละ ผมคงยังมั่นใจในความแมน 100% ของตัวเองได้ต่อไปถ้าไม่ใช่เพราะความคิดโง่ๆ ของผมเอง
ชีวิตไฮสคูลเป็นช่วงหนึ่งของความทรงจำไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย และโรงเรียนก็เป็นแหล่งรวมบุคคลหลากหลายประเภท ก็อย่างที่คุณรู้ มันมีพวกจ็อกที่ชอบเดินกร่างไปทั่วโรงเรียนแล้วก็ทำให้ใครสักคนกลายเป็นตัวตลกในโรงอาหาร มีเด็กอีโมที่ชอบทาขอบตาสีดำแล้วก็ใช้ฮู๊ดคลุมหัวเกือบมิดจนบางครั้งผมยังสงสัยว่าพวกเขาต้องคลำทางมาโรงเรียนหรือเปล่า มีตัวประหลาดที่เข้ากับใครไม่ได้ มีอัจฉริยะ แล้วก็มีไอ้ขี้แพ้ที่เป็นเหยื่อตลอดกาล
เรา หมายถึงผมกับเทรย์ไม่ได้จัดอยู่ในบุคคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งที่กล่าวมาข้างบนนั้น ชีวิตไฮสคูลของผมเป็นไปอย่างราบรื่นมาก เราไม่เคยไล่เตะใครไปรอบโรงเรียน แล้วก็ไม่เคยถูกขังอยู่ในห้องน้ำด้วย อันที่จริงแล้วเราเป็นเพื่อนกับพวกเขาทั้งหมดนั่นแหละ ผมกับเทรย์ไม่เคยมีปัญหาในการคบคน และหากจะพูดกันอย่างยุติธรรมแล้วเราจัดอยู่ในทำเนียบคนดังของโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ
ผมกับเทรย์รู้จักกันได้เพราะเสก็ตบอร์ด เรามักจะไปเล่นที่ลานเสก็ตด้วยกันเป็นประจำ และผลัดกันอัดวิดีโอเก็บไว้ตอนที่เล่นท่ายากๆ ได้ จากนั้นเทรย์จะเอาวิดีโอพวกนั้นมาตัดต่อแล้วใส่เพลงพังค์ที่มีเสียงกีตาร์ดิบๆ ลงไป แล้วก็อัพมันขึ้นยูทูป มีคนเข้ามาดูวิดีโอของเราหลายหมื่น ซึ่งก็รวมถึงคนในโรงเรียนด้วย นั่นทำให้เราเป็นที่รู้จักไม่น้อยทีเดียว มันง่ายๆ แค่นั้นเองในการเป็นคนดัง แต่ เฮ้ อย่างน้อยเราก็คิดว่าเราเจ๋งในสิ่งที่ทำอยู่นะ
แต่ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนเฟรนด์ลี่แค่ไหนก็ต้องมีสักคนที่คุณเหม็นขี้หน้าบ้างล่ะน่า แน่นอน ผมกับเทรย์ก็มีเหมือนกัน เป็นคนเดียวกัน แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน
ดันแคน วูด เป็นไอ้หน้าโง่จอมโอ่ที่ดันเกิดมาหน้าตาดีเป็นบ้า และเมื่อรวมกับพ่อที่มีเส้นสายในวงการบันเทิงทำให้หมอนั่นได้ถ่ายแบบลงนิตยสารวัยรุ่นเป็นบางครั้งบางคราว จริงๆ แล้วมันก็แค่ถ่ายแบบโฆษณาเสื้อผ้าทั่วไปนั่นล่ะ แต่หมอนั่นชอบเอามาคุยโวเสียทั่วโรงเรียนอย่างกับเป็นดาราลงหน้าปก แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสาวๆ หลายคนที่หลงชื่นชมบูชามัน สำหรับผมมันเป็นเรื่องของการเหม็นขี้หน้าล้วนๆ ในขณะที่สำหรับเทรย์แล้วมันมีรายละเอียดมากกว่านั้นนิดหน่อย
แฟนคนปัจจุบันของดันแคนชื่อจอร์ดาน่า หล่อนเป็นสาวสวยผมสีแดงเพลิง ฉลาด และมีอารมณ์ขัน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวหล่อนล้วนบ่งบอกถึงรสนิยมอันดีเลิศ จะยกเว้นก็แต่ดันแคน วูด
เทรย์ปิ๊งจอร์ดาน่าตั้งแต่วันแรกที่เธอย้ายโรงเรียนมา หมอนั่นพยายามตามจีบเธออยู่เกือบเดือนและเธอก็เหมือนจะเล่นด้วยจนกระทั่งวันหนึ่งเทรย์เห็นเธอนั่งอยู่เบาะหน้าบนรถสปอร์ตเปิดประทุนของดันแคน เธอหันมายิ้มให้เทรย์ ผมสีแดงของเธอสยายไปตามลมขณะค่อยๆ หันหน้ากลับไป ทิ้งเทรย์ไว้ข้างหลังพร้อมกับอาการอกหัก
ผมไม่ใช่คนที่ปลอบใจใครได้ดีนัก ซึ่งก็โชคดีที่เทรย์ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าหรือฟูมฟาย ตรงกันข้าม หมอนั่นเดือดเป็นภูเขาไฟ การถูกจอร์ดาน่าทิ้งอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การถูกจอร์ดาน่าทิ้งไปหาไอ้หน้าโง่อย่างดันแคนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด อันที่จริงในความคิดผมแล้วมันเข้าใจได้ง่ายมากเลย ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่สวยและฉลาด ระหว่างรถสปอร์ตเปิดประทุนกับเสก็ตบอร์ด พนันได้เลยว่าคุณใช้เวลาน้อยกว่า 0.1 วินาทีเสียด้วยซ้ำในการตัดสินใจสำหรับการลงทุน แต่ก็นั่นล่ะ ความจริงในเวลาที่ไม่เหมาะไม่ควรก็อาจส่งผลร้ายต่อคนพูดได้เหมือนกัน อย่าว่าแต่เทรย์เองก็คงรู้ดีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าจะยอมรับได้เมื่อไหร่
แม้ว่าผมจะรู้สึกติดลบกับจอร์ดาน่าไปไม่น้อยจากการทิ้งเพื่อนผมไปหาดันแคน แต่ถ้าหากเทรย์ต้องการแย่งหล่อนมาผมก็ไม่ลังเลเลยที่จะช่วยเขาทุกวิถีทาง
หายนะในชีวิตชายแท้ของผมเริ่มขึ้นจากตรงนี้เอง
จอร์ดาน่ามีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งที่ผมค้นพบเข้าโดยบังเอิญ นั่นคือหล่อนเป็นพวกบ้าเกย์! มีอยู่วันหนึ่งผมบังเอิญสังเกตเห็นจอร์ดาน่ากำลังจ้องเป๋งมาทางเราพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ ขณะที่ผมกำลังกระซิบมุกตลกไร้สาระข้างๆ หูเทรย์ สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ ก็คือรอยยิ้มของเธอ มันชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ผมทดสอบความคิดของตัวเองอีกครั้งโดยคราวนี้ใช้แขนโน้มคอเทรย์ลงมาด้วย แล้วมันก็ได้ผลอย่างที่ต้องการจริงๆ จอร์ดาน่าเกือบจะกรี๊ดออกมาเลยตอนที่ผมแนบหน้าเข้าไปใกล้หูเทรย์มากขึ้น ผมยังเห็นเธอหันไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนของเธออีกด้วย แต่ถ้าคุณคิดว่าผมตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ด้วยเหตุผลแค่นี้ล่ะก็ผิดถนัด ไอ้ที่ว่ามาข้างบนนั่นเป็นแค่สัญญาณแรกเท่านั้น
ด้วยความบังเอิญอีกครั้งหรือนรกบันดาลก็ไม่รู้ได้ ตอนที่ผมกำลังเสิร์จหาข้อมูลของวงโปรด กูเกิ้ลพาผมเข้าไปในคอมมูนิตีแห่งหนึ่งในไลฟ์เจอร์นัล ถึงตรงนี้คุณอาจจะเดาได้แล้วว่าผมเจออะไรในนั้น จอร์ดาน่า เลวิสกับก๊วนของเธอไง
เนื้อหาในคอมมูนิตีนั่นทำเอาผมถึงกับทึ่งและงุนงงกับความคิดของพวกสาวๆ ไปเลย ผมหมายถึง แฟนฟิกชั่นแบบเกย์ๆ เนี่ยนะ!? พวกหล่อนเอาสมาชิกในวงที่ผมโคตรรักมาแต่งเป็นเรื่องเกย์เนี่ยนะ!? ให้ตายเถอะ! มันมีฉากเซ็กส์อลังการแบบที่คุณไม่มีวันจินตนาการออกเลยด้วยซ้ำถ้าไม่ใช่สาวๆ พวกนั้น บอกได้เลยว่าผมไม่ใช่พวกต่อต้านเกย์ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรขนาดนั้นที่ต้องมาอ่านเรื่องเกย์ๆ โดยบังเอิญ แต่ขอโทษทีเถอะ วงพังค์กับเกย์งั้นเหรอ? น่าสงสัยจริงๆ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในหัวสวยๆ ของพวกเธอ ถ้าคุณตามทันลองนึกภาพผู้ชาย(เอาล่ะ พวกเขาเท่ห์จริงๆ นั่นแหละ)หน้าตาเถื่อนๆ ทรงผมประหลาดๆ มีรอยสักเต็มแขน และถึงแม้ว่าพวกเขาจะชอบทำท่าสนิทสนมกันเกินเหตุ แต่คุณไม่นึกบ้างเหรอว่านั่นมันเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของลูกผู้ชาย?
กลับมาที่จอร์ดาน่า ภาพดิสเพลย์ในไลฟ์เจอนัลนั่นทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเป็นเธอ ก็เพราะว่ามันเป็นรูปของเธอน่ะสิ ดูเหมือนเธอจะภูมิใจกับตัวเองมากถึงขนาดเอาภาพถ่ายของตัวเองมาทำเป็น Team Mood เลยด้วย นอกจากจอร์ดาน่าแล้วยังมีเพื่อนบางคนในกลุ่มของเธอที่ผมพอจะจำได้ ให้ตายสิ สาวๆ โรงเรียนนี้เป็นอะไรกันไปหมดแล้วเนี่ย ทำอย่างกับโลกเรายังมีเรื่องพิลึกไม่พออีกงั้นล่ะ
ความรู้สึกติดลบกับจอร์ดาน่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และตอนนั้นความคิดร้ายๆ ก็พุ่งตรงเข้าสู่หัวผมโดยที่ผมไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะย้อนกลับเข้าหาตัวเองอย่างจัง
ผมอยากให้เทรย์แย่งจอร์ดาน่ามาได้สำเร็จและทิ้งเธอ!
นานมาแล้วผมเคยอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่มักจะมีอารมณ์กับภาพผู้ชายสองคนมีอะไรกัน ไม่รู้ว่าจอร์ดาน่าจะไปไกลถึงขั้นนั้นหรือเปล่า แต่แน่นอนแล้วว่าภาพความใกล้ชิดระหว่างผมกับเทรย์สามารถเรียกความสนใจจากเธอได้ และถ้าแค่การกอดคอกระซิบข้างหูกันยังทำให้เธอสนใจ ทำไมเราไม่ลองก้าวหน้าไปไกลกว่านี้อีกนิดล่ะ
“นาย…อะไรนะ!?” เสียงเทรเวอร์ย้อนถามตอนผมบอกเรื่องที่ค้นพบและแผนการที่คิดเอาไว้ออกไป แน่นอน มันไม่รวมถึงตอนท้ายที่จะให้หมอนี่ทิ้งจอร์ดาน่าไปด้วยหรอกนะ นั่นมันขั้นตอนสุดท้าย
“เราก็แค่ลองดูเท่านั้นเอง เทรเวอร์ ไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลย เอางี้ นายลองพิสูจน์ดูก่อนก็ได้ ถ้าไม่เป็นไปตามที่ฉันบอก เราก็ยกเลิกมัน หรือถ้ามันเป็นอย่างที่ฉันพูดจริงก็ขึ้นอยู่กับนายว่าจะเอาด้วยมั้ย ถ้านายไม่ชอบใจก็จบ ฉันแค่เสนอทางเลือกเท่านั้นเอง”
หมอนั่นทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง
ตอนเที่ยงวันนั้นเราพยายามเตร่เข้าไปใกล้จอร์ดาน่ากับกลุ่มเพื่อนพิลึกๆ ของเธอ ดันแคนก็อยู่ที่นั่นด้วยซึ่งมันเป็นโอกาสอันดีที่จะทดสอบทฤษฎีของผมโดยมีเงื่อนไขเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่อย่างดันแคน
ผมเริ่มต้นปฏิบัติการด้วยการคว้ามือของเทรย์ แล้วจูงหมอนั่นไปนั่งยังโต๊ะว่างในโรงอาหาร โดยเลือกจุดที่อยู่ไม่ใกล้หรือไกลจากกลุ่มของจอร์ดาน่ามากเกินไปเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย แล้วก็ต้องให้แน่ใจด้วยว่าเธอจะมองเห็นเราได้ถนัดตา
“เธอกำลังมองเราอยู่ เทรย์ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติหน่อย แล้วอย่าหันไปนะ” ผมชะโงกหน้าข้ามโต๊ะไปทางเทรย์โดยเอียงคอให้มองดูเหมือนเรากำลังเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้กันเมื่อมองจากมุมไกลๆ จากหางตาของผม จอร์ดาน่าและเพื่อนของเธอกำลังมองมาทางนี้อยู่
“แน่ใจเหรอว่ามันจะได้ผล”
“เดี๋ยวจะได้เห็นกัน”
มื้อกลางวันนั้นเรากินอาหารไปพร้อมกับพยายามแสดงอาการแบบที่เรียกว่า ‘หัวร่อต่อกระซิก’ อันที่จริงมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพราะปกติผมกับเทรย์มีเรื่องตลกขำๆ มาแหย่กันเองบ่อยๆ อยู่แล้ว เราก็แค่ออกอาการให้มันมากขึ้นอีกนิด ใกล้กันมากขึ้นอีกหน่อย และตบท้ายด้วยช็อตเซอร์วิสที่ผมจำได้จากในฟิกฯของจอร์ดาน่า ผมเอื้อมมือไปหยิบเศษแฮมเบอร์เกอร์ที่ติดอยู่มุมปากของเทรย์เข้าปากตัวเอง แหงล่ะ ผมไม่มีวันเอามันเข้าปากตัวเองจริงๆ หรอก มันน่าขยะแขยงจะตาย ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทกันก็เถอะ
“ฉันอยากอ้วกว่ะ นายทำตัวได้น่าขนลุกมากเลยโบรดี้” หมอนั่นทำหน้าขยะแขยงจริงๆ จังๆ ผมเลยเตะหน้าแข้งมันไปใต้โต๊ะหนึ่งที ให้ตายเถอะ หมอนี่คิดว่าผมยอมทำตัวทุเรศๆ ไปเพื่อใครกัน
“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย ไอ้โง่เทรเวอร์!” ผมกระซิบด่าพร้อมฉีกยิ้มหวาน ใช้มือหยิกแก้มมันแรงๆ ทำเหมือนกำลังหยอกเอินกันอย่างรักใคร่น่าเอ็นดู คิดถูกจริงๆ ที่เลือกโต๊ะห่างจากกลุ่มสาวๆ พอควร ถ้าพวกเธอได้เห็นสีหน้าเทรเวอร์กับสายตาของผมตอนนี้ล่ะก็ รับรองว่าเราไม่มีทางใช้แผนนี้ได้อีกแน่
“โทษทีเหอะ ฉันเกิดที่เอนซิโนนะ ไม่ใช่ฮอลลีวูด” เทรย์กัดตอบพร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง ดูเหมือนหมอนี่เริ่มจะเข้าใจเกมแล้ว
“เอาล่ะ ที่เหลือก็แค่รอผลการทดลอง”
ผมลุกขึ้นยืนเพื่อจะเอาถาดอาหารไปเก็บ เทรเวอร์ลุกขึ้นตาม ระหว่างเดินไปยังถังทิ้งเศษอาหารผมชะลอฝีเท้าให้ลงมาอยู่ระดับเดียวกับเทรย์ แล้วทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายด้วยการตะปบมือลงไปบนแก้มก้นของเขา หมอนั่นสะดุ้งเฮือกเลย ดูมีพิรุธมากแต่หวังว่ามันจะไกลเกินกว่าจอร์ดาน่าจะเห็นได้ชัด
“ไอ้นี่ก็อยู่ในแผนด้วยเหรอ” เทรย์เอียงคอลงมากระซิบถามอย่างไม่มั่นใจ
“เทรย์ที่รัก นายคิดว่าฉันอยากจับก้นนายนักหรือไง!?” ผมกัดฟันเค้นเสียงตอบ แถมบีบก้นหมอนั่นไปอีกทีก่อนจะปล่อยมือ เห็นได้ชัดว่าหมอนั่นหยุดหายใจไปวูบหนึ่งเลย สีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งดูกล้ำกลืนจนผมเกือบหลุดหัวเราะออกมาแล้ว
“นายว่าคนอื่นจะเห็นเราเป็นเกย์กันมั้ย?” หมอนี่เซ้าซี้น่ารำคาญเป็นบ้า นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องส่วนตัวด้วยล่ะก็ ผมไม่มีวันเสนอแผนนี้ออกมาแน่
“นายก็อย่าไปสนใจคนอื่นสิ อีกอย่าง ทุกคนมัวแต่ยุ่งอยู่กับถาดอาหารของตัวเอง ไม่มีใครมาสนใจเราหรอกน่า”
ผมพาเราออกมานั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ข้างสนาม และไม่ถึงสิบนาทีต่อมาจอร์ดาน่ากับดันแคนก็เดินนำเพื่อนในกลุ่มของพวกเขาออกมาจากอาคาร ผมกับเทรย์รีบก้มหน้า แกล้งทำเป็นสนใจอยู่กับนิตยสารรอยสักที่กางอยู่บนโต๊ะ
“มันผิดกฎนะ ถ้าพวกเธอคิดจะสัก” เสียงของจอร์ดาน่าดังอยู่เหนือหัวเรา
อะฮ๊า ปลาติดเบ็ดแล้ว ผมเงยหน้ามองแม่สาวผมแดงที่กำลังชะโงกมองภาพในนิตยสาร ก่อนเลื่อนสายตามายังเราสองคน จอร์ดาน่าแยกกลุ่มออกมาคนเดียว ดันแคนและเพื่อนๆ ของเธอยืนรออยู่อีกทางหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วง เราไม่ทำให้ทางโรงเรียนจับได้หรอก” ผมมองไปทางเทรเวอร์ แกล้งเลื่อนสายตาลงต่ำไปยังจุดที่ดูหมิ่นเหม่สักหน่อย “บางทีอาจจะเป็นตรงไหนสักแห่งที่อยู่ใต้ร่มผ้า”
“ไม่เห็นรู้เลยว่านายคิดจะสะ…” ผมรีบกระทืบลงไปบนเท้าเทรย์ “…สักโดยไม่บอกฉัน เอางี้ นายเป็นคนเลือกลาย ส่วนฉันจะเลือกว่าสักตรงไหนแล้วเราไปสักด้วยกัน ดีมั้ย โบร?” เยี่ยม หมอนี่แก้สถานการณ์ไปได้ไม่เลว
“หืม? น่าสนใจดีจัง” จอร์ดาน่าพึมพำเบาๆ แต่ผมมองเห็นประกายวิบวับในดวงตาของเธอได้ชัดเจนเลย บ้าชิบ! ผมเริ่มสนุกกับเรื่องนี้แล้วสิ
“บางทีจอร์ดาน่าอาจจะอยากสักกับเราด้วยมั้ง เทรย์” ผมแกล้งหยอดพลางกระเถิบเข้าไปใกล้เทรย์มากขึ้น แล้ววางคางลงบนบ่าหนาๆ นั่น ว่าอันที่จริงแล้วหมอนี่รูปร่างไม่เลวแฮะ
เทรย์ผลักนิตยสารไปทางจอร์ดาน่าแล้วชวนให้เธอนั่ง แต่เธอปฏิเสธ
“ฉันอยากไปดูพวกเธอสักมากกว่า แล้วก็…ฉันกับเพื่อนเกิดสนใจสเกตบอร์ดขึ้นมา ให้พวกฉันไปดูพวกเธอเล่นได้มั้ย”
“ได้เลย” ผมรีบตอบ แต่เทรย์ดูท่าทางลังเลจนผมต้องแอบหยิกที่หลังเบาๆ
“แน่นอน เธอรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าลานอยู่ที่ไหน” เทรย์ว่า เมื่อจอร์ดาน่าพยักหน้า เขาก็กล่าวต่อ “งั้นเจอกันวันเสาร์ตอนบ่ายสอง”
“ตกลง แล้วเจอกัน เทรย์ โบรดี้” หล่อนโบกมือพลางขยิบตาให้เทรย์ นั่นมันเฟลิตชัดๆ แล้วจากนั้นก็เดินกลับไปหาดันแคน
ผมรอจนจอร์ดาน่าไปพ้นระยะการมองเห็นแล้วถึงได้หันไปทางเทรย์ ทำหน้าประมาณว่า ‘เห็นมั้ยล่ะ ฉันว่าแล้ว’ แต่หมอนั่นดูเหมือนลำบากใจนิดหน่อย
“อะไร?” ผมถาม
“นายไม่ว่าอะไรเหรอ ที่พวกของจอร์ดาน่าจะไปที่ลาน นั่นมันที่ของเรานะ ฉันหมายถึง แม้ว่าที่นั่นจะมีคนอื่นอยู่ด้วยแต่ปกติวันเสาร์เป็นวันของเรานี่นา”
โอ๊ย ให้ตาย หมอนี่ชักจะน่ารักเกินไปแล้ว บางทีเทรย์ก็ชอบคิดอะไรเป็นจริงเป็นจังไม่เข้าเรื่องเหมือนกัน แถมยังหัวดื้ออย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย
“โอ้ เทรย์น้อยๆ ของฉัน” ผมจับคางหมอนั่นเขย่าเล่นก่อนจะโดนปัดมือทิ้ง “ไม่มีอะไรทำให้ฉันหยุดรักนายได้หรอก เบบี๋ แม้แต่จอร์ดาน่าบนลานสเกต”
“ฮ่า ฮ่า กัดฉันสิ” หมอนั่นทำหน้าเซ็งสุดๆ ลุกหนีไปจนผมต้องคว้าข้าวของแล้วรีบเดินตาม
“ไม่เอาน่า เพื่อน คิดดูสิ จอร์ดาน่าอยากไปดูเราเล่นสเกตเนี่ยนะ เธอเมินนายก็เพราะสเกตไม่ใช่เหรอ โอ๊ย! โทษที” ผมยกมือลูบหลังท้ายทอยที่โดนตบเบาๆ “ยังไงก็เถอะ แผนของเราสำเร็จ”
“แผนนายต่างหาก” หมอนั่นแย้ง
“ยังไงก็ช่าง มันทำให้เธอหันมาสนใจนายได้อีกก็แล้วกัน”
ถึงตรงนี้เทรย์หยุดเดิน หันมามองหน้าผมอย่างจริงจังจนผมชักหวั่นๆ ไปเหมือนกัน
“ทำไมถึงอยากให้ฉันเป็นแฟนกับจอร์ดาน่า ฉันนึกว่านายเกลียดเธอซะอีก”
“ฉันแค่ไม่ชอบที่เธอเมินนายต่างหาก แต่จริงๆ แล้วเธอก็น่ารักดี”
“หืม..มมม” เทรย์ทำเสียงครางในลำคออย่างสงสัย โชคดีที่เสียงกริ่งเตือนให้เข้าเรียนดังขึ้นพอดี หมอนั่นหันไปทางอาคารเรียน แล้วหันกลับมามองผม ยักไหล่ หลังจากนั้นเราก็กอดคอกันเดินกลับเข้าอาคารเรียนไป ก็อย่างนี้แหละ บางทีเราก็กัดกันบ้าง เถียงกันเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่พอผ่านไปซักสองนาทีเราก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ฝั่งผมล่ะ
แผนของเรา หรือว่าอันที่จริงส่วนใหญ่แล้วเป็นแผนของผมมากกว่า ประสบความสำเร็จดีเกินคาด ประการแรกเลยจอร์ดาน่าเลิกกับดันแคนแล้ว ผมแทบจะเต้นแท็ปไปรอบห้องเรียนตอนได้ยินเรื่องนี้จากเทรย์ แต่มันดันมีปัญหาใหญ่ตามมาอีกสองอย่าง
อย่างแรก ตอนนี้จอร์ดาน่ากับสาวกของเธอทำตัวติดกับพวกเราเกือบตลอดเวลาทั้งพักกลางวันและตอนเย็น แม้กระทั่งบ่ายวันเสาร์อันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราด้วย ข่าวดีคือเธอกับเทรย์ดูจะสนิทสนมกันมากขึ้นทีเดียว แต่นั่นยังไม่นับว่าเป็นปัญหาสำหรับผมหรอก
แล้วปัญหาใหญ่มันอยู่ตรงไหนน่ะหรือ? มันเริ่มจากตอนแรกที่เธอกับก๊วนของเธอเข้ามาสนิทกับเราใหม่ๆ นั่นล่ะ ผมพยายามผลักดันให้แผนของเราดำเนินต่อไปด้วยการพาตัวเองเข้าไปคลอเคลียกับเทรย์ให้มากขึ้น แรกๆ ก็แค่นึกสนุกที่ได้เห็นปฏิกิริยาของสาวๆ พวกนั้น บางทีก็ตลกกับท่าทางอายแบบประหลาดๆ ของเทรย์ด้วย แต่ผมถลำลึกลงไปเรื่อยๆ จากที่แค่คลอเคลีย เริ่มกลายเป็นนัวเนีย ถ้าคุณอยากรู้ ผมเกือบจูบหมอนั่นไปแล้วด้วยซ้ำ และ ถ้านั่นยังไม่หนักหนาพอ ทุกวันนี้เวลาอยู่ใกล้เทรย์มือไม้ของผมจะต้องป้วนเปี้ยนอยู่บนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหมอนั่นเสมอ มันเป็นอาการที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ เหมือนกับว่าคุณกำลังเพลินอยู่กับความคิดอะไรสักอย่าง แล้วพอรู้สึกตัวอีกทีก็พบตัวเองกำลังนั่งคร่อมอยู่บนตัวของเพื่อนสนิท และถึงแม้ว่าคุณพยายามจะตั้งสติให้อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา แต่ใบหน้าหล่อๆ เวลาเขินจนแก้มแดงน้อยๆ และผิวกับกล้ามเนื้อที่ให้ความรู้สึกดีเป็นบ้าเวลาสัมผัสก็คอยจะทำให้สติสตังของคุณกระเจิดกระเจิงอยู่ร่ำไป นี่ยังไม่ได้พูดถึงว่าเพื่อนคนนั้นไม่เคยขัดอกขัดใจคุณเลยสักนิดด้วยนะ นั่นล่ะ ปัญหาใหญ่ระดับมหภาคของผมเลย ผมกำลังจะเบี่ยงเบน
ส่วนปัญหาใหญ่อย่างที่สองก็คือสิ่งที่กำลังตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง
ร้านสัก
“เข้าไปกันเถอะ” เทรย์เดินนำไปก่อน แต่เมื่อเห็นผมยังยืนนิ่งอยู่ หมอนั่นก็หันกลับมาจูงมือผม
“นายเอาจริงเหรอเนี่ย” เท้าของผมยังคงตอกตรึงอยู่กับพื้น ผมนึกว่าหมอนี่พูดเล่นเสียอีกตอนเอาแค็ตตาล็อกลายสักมาให้เลือกดูลาย ถ้ารู้ว่ามันจะต้องมาอยู่บนตัวอย่างถาวรแบบนี้ล่ะก็ วันนั้นผมคงไม่เลือกแบบส่งๆ ไปหรอก
ทั้งหมดนี่ผมโยนความผิดไปให้จอร์ดาน่าคนเดียวเลย ใครใช้ให้เธอบังเอิญเป็นญาติกับเจ้าของร้านสัก ใครใช้ให้เธอดันจำได้แม่นชะมัดเรื่องรอยสักที่เราเคยพูดกันเล่นๆ ตอนพยายามดึงความสนใจจากเธอ และสุดท้าย ใครใช้ให้เธอไปเจ้ากี้เจ้าการกล่อมเทรย์เสียอยู่หมัดให้พาผมมาสัก
“พวกเขามากันแล้ว” เสียงจอร์ดาน่าดังมาจากในร้านก่อนเจ้าตัวจะเดินออกมาหาเรา ด้านหลังเป็นผู้ชายตัวสูงๆ ผมสั้นสีน้ำตาลแดง ไว้หนวดเหนือริมฝีปากเล็กน้อย สวมลีวายส์และเสว็ตเตอร์สีดำ ถ้าไม่เห็นรอยสักซึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อที่ถลกขึ้นมาจนถึงข้อศอกผมคงคิดว่าเขาเป็นพนักงานธนาคารที่พาลูกสาววัยรุ่นมาเดินเล่นในห้าง เขาไม่มีแม้กระทั่งรอยเจาะที่หูเสียด้วยซ้ำ
“เทรย์ โบรดี้ นี่ลุงเทรซ ลุงเป็นช่างสักฝีมือดีที่สุดในสเตจเลย”
ลุงเทรซหัวเราะ หึๆ พลางยื่นมือออกมาจับมือกับพวกเรา “อย่าไปฟังยัยนี่มากนักล่ะ แต่เพื่อให้พวกเธออุ่นใจ ลูกค้าของฉันยังไม่เคยมีใครถูกส่งเข้าโรงพยาบาลนะ เอาล่ะ เข้าไปข้างในกันเถอะ”
สองลุงหลานเดินนำเข้าไปก่อน ตามด้วยเทรย์ที่จูงมือผมเดินตามเข้าไป มาถึงขั้นนี้ผมคงไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
ลุงเทรซของจอร์ดาน่าจะเป็นช่างสักที่ดีที่สุดในสเตจจริงหรือเปล่าผมไม่รู้หรอก แต่จากรูปดารา นักร้องดังๆ หลายคนที่มาสักและมีภาพติดอยู่บนผนังร้านคงเป็นเสมือนตราเกียรติยศที่ยืนยันได้ดีถึงฝีมือของเขา
โชคยังดีที่ภาพซึ่งผมเลือกมั่วๆ ออกมาจากแค็ตตาล็อกน่าจะออกมาเป็นรอยสักที่สวยทีเดียว มันเป็นภาพของเถาไม้เลื้อยที่มีจุดเริ่มต้นจากสีข้าง เลื้อยเฉียงเป็นทางลงมาหยุดอยู่ตรงท้องน้อยบริเวณส่วนที่อยู่ใต้สะดือลงไป ถ้าเจ้าของรอยสักถอดเสื้อออก มันจะเป็นเส้นนำสายตาจากร่างกายด้านข้างลงไปสู่ส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในกางเกงด้านหน้า
เทรย์ลงมือสักก่อนเป็นคนแรกโดยนอนบีบมือผมเป็นระยะและมีจอร์ดาน่าคอยใช้ผ้าซับเลือดให้ ผมอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ทุกทีเวลาเห็นมือของจอร์ดาน่ากดซับผ้าขนหนูลงไปบนท้องน้อยของเทรย์ตรงส่วนที่ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของรอยสัก ดูเหมือนอาการของผมชักจะหนักลงไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
เมื่อถึงคราวผม ผมเอนลงไปบนเก้าอี้นอนอย่างกล้าๆ กลัวๆ พูดจริงๆ แล้วผมไม่ได้กลัวเรื่องเจ็บตัวเท่าไหร่หรอก เพราะตอนที่เราสเกตกันก็มักจะได้แผลเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถึงยังไงมันก็ยังเป็นคนละเรื่องกับการสักอยู่ดี
“ฉันเตรียมของดีมาให้นายด้วย” เทรย์เพื่อนรักของผมชูหอกระดาษสีน้ำตาลขึ้นมา ให้ตายสิ หมอนี่ไปสรรหาของพรรค์นั้นมาจากไหนกัน
“มันอาจจะช่วยลดความเจ็บให้นายไม่ได้ แต่มันก็น่าจะช่วยดึงความสนใจได้บ้างล่ะนะ” หมอนั่นล้วงลงไปในห่อกระดาษ แล้วควักเอาของบางอย่างออกมา
“ช็อกกาจุ๊บ!”
“ฉันซื้อมาหลายรสเลย ปกตินายชอบแบบหวานๆ แต่ฉันซื้อแบบเปรี้ยวมาด้วย เผื่อนายอยากเปลี่ยนรส”
“ฉันนึกว่ามันน่าจะเป็นเหล้า หรือบุหรี่อะไรทำนองนั้น”
หมอนั่นทำหน้านิ่ว “เราอายุยังไม่ถึง 21 ซักหน่อย ซื้อเหล้าไม่ได้หรอก แล้วนายก็สูบหรี่ไม่เป็นด้วย”
ผมพ่นลมหายใจพรืด เฮ้อ พ่อคนจริงจัง ในยุคที่เด็กอายุ 14 ก็เป็นพ่อคนกันแล้ว แต่เทรย์น้อยๆ ของผมยังคงเคร่งครัดกับกฎหมายสุราต่อไป
ผมหันไปมองจอร์ดาน่า เธอกำลังจ้องเป๋งไปบนรูปดาราคนหนึ่งบนผนัง แต่ริมฝีปากเม้มสนิทและไหล่สั่นระริก
“แล้วก็ห้ามหัวเราะด้วย แม่ตัวแสบ!” ว่าพลางตวัดมือคว้าช็อกกาจุ๊บจากเทรย์มาแกะห่อโยนใส่ปาก ส่วนจอร์ดาน่าตอนนี้เธอเลิกอมยิ้มแล้ว แต่ระเบิดหัวเราะออกมาเต็มเสียงแทน
“เอาล่ะ ฉันกำลังจะลงมือแล้ว” ลุงเทรซบอกหลังเปลี่ยนถุงมือกับหัวเข็มเสร็จ
ผมกลั้นหายใจตอนมือของลุงเทรซทาบลงบนสีข้างระหว่างที่นอนตะแคงอมช็อกกาจุ๊บหันหน้าไปทางเทรย์ หมอนั่นมองมาอย่างให้กำลังใจ จับมือผมไว้แน่น และก้มหน้าลงมาจูบที่แก้ม ผมแทบไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำตอนเข็มแรกเจาะผ่านผิวหนังของตัวเองลงไป ต้องใช้เวลาสักพักนั่นล่ะถึงจะเริ่มรู้สึกเจ็บจริงๆ
ผมมองเทรย์ แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ หมอนั่นทำหน้าเหมือนเจ็บยิ่งกว่าผมเสียอีกทั้งที่ตอนสักเองสีหน้ามันแทบไม่เปลี่ยนไปเลยนอกจากแค่มีเหงื่อซึมบนหน้าผาก มือใหญ่ๆ ของเทรย์ให้ความรู้สึกดีจริงๆ เวลาที่มันบีบรวบมือผมเอาไว้ทั้งมือ ช็อกกาจุ๊บไม่ได้ทำให้ความเจ็บน้อยลงไปจริงๆ ด้วย แม้กระทั่งสีหน้าเป็นห่วงกับมืออบอุ่นของเทรย์ก็ด้วยเหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้กลับทำให้ผมรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายอย่างมากทีเดียว
แย่แล้ว โบรดี้ ตอนนี้นายย่ำแย่แล้วจริงๆ ผมรู้สึกเหมือนว่าแค่มีเทรย์อยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนักหนาแค่ไหนก็พร้อมจะชนกับมันได้ทุกเมื่อ
ปัญหาใหญ่ระดับมหภาคของผม นอกจากกำลังจะเบี่ยงเบนแล้ว ตอนนี้ผมกำลังตกหลุมรักเพื่อนสนิท!
Rating: PG 13 (สำหรับตอนนี้)
Warning: Slash, Y (ไม่ชอบกรุณาปิดหน้าต่างด่วนค่ะ)
Note: เรื่องเก่ายังไม่จบกระแดะจะเขียนเรื่องใหม่อีกแล้ว แต่เวลาคำพูดมันมามันจะมาเป็นสายน้ำค่ะ แต่บทมันจะแห้งมันก็แห้งเหมือนเทน้ำลงทรายนั่นเลย เวลานี้น้ำยังท่วมท้นอยู่ แต่ก็กำลังเสียวๆ เหมือนกัน เพราะงั้นขอแปะไว้ที่บล็อกตัวเองก่อน จบแล้วค่อยเอาลงบอร์ดละกัน
คราวนี้เป็นแนวไฮสคูลอีกแล้ว หรือเราจะเป็นคนที่เขียนอะไรแอ๊งๆ ไม่ได้ ต้องจิกกัดอย่างเดียว = = ที่มีฟิกออกมาได้ช่วงนี้ แสดงว่าเรากำลังหนีจากโลกความจริงสุดๆ สินะ
Summary: ผมกับเทรย์เฟลิตใส่กันมาได้พักใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราเกิดนึกพิศวาสอะไรกันขึ้นมาหรอก ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นเกย์ 100% และเท่าที่รู้ เทรย์ก็ไม่ใช่เหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้ความมั่นใจของผมชักจะเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาแล้วสิ
Brody’s POV
มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไม่สิ ต้องถามว่ามันเริ่มจริงจังขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่
ผมกับเทรย์เฟลิตใส่กันมาได้พักใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราเกิดนึกพิศวาสอะไรกันขึ้นมาหรอก ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นเกย์ 100% และเท่าที่รู้ เทรย์ก็ไม่ใช่เหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้ความมั่นใจของผมชักจะเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาแล้วสิ ปัญหาที่หนักกว่านั้นก็คือ ไอ้ที่สั่นคลอนน่ะไม่ใช่ความมั่นใจในตัวเทรย์ แต่เป็นความมั่นใจในตัวผมเองต่างหาก
เรื่องมันเริ่มขึ้นอย่างง่ายๆ และไร้สาระมาก ถ้าจะย้อนความไปแบบยาวๆ มันก็เริ่มจากผมกับเทรย์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อายุ 13 บ้านเราอยู่ใกล้กัน เราชอบฟังเพลงแบบเดียวกัน ชอบเล่นเสก็ตบอร์ดเหมือนกัน เราอยู่ด้วยกันเกือบจะตลอดเวลาและก็ทำอะไรๆ ในแบบที่เด็กผู้ชายทั่วไปเขาทำกันน่ะแหละ ผมคงยังมั่นใจในความแมน 100% ของตัวเองได้ต่อไปถ้าไม่ใช่เพราะความคิดโง่ๆ ของผมเอง
ชีวิตไฮสคูลเป็นช่วงหนึ่งของความทรงจำไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย และโรงเรียนก็เป็นแหล่งรวมบุคคลหลากหลายประเภท ก็อย่างที่คุณรู้ มันมีพวกจ็อกที่ชอบเดินกร่างไปทั่วโรงเรียนแล้วก็ทำให้ใครสักคนกลายเป็นตัวตลกในโรงอาหาร มีเด็กอีโมที่ชอบทาขอบตาสีดำแล้วก็ใช้ฮู๊ดคลุมหัวเกือบมิดจนบางครั้งผมยังสงสัยว่าพวกเขาต้องคลำทางมาโรงเรียนหรือเปล่า มีตัวประหลาดที่เข้ากับใครไม่ได้ มีอัจฉริยะ แล้วก็มีไอ้ขี้แพ้ที่เป็นเหยื่อตลอดกาล
เรา หมายถึงผมกับเทรย์ไม่ได้จัดอยู่ในบุคคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งที่กล่าวมาข้างบนนั้น ชีวิตไฮสคูลของผมเป็นไปอย่างราบรื่นมาก เราไม่เคยไล่เตะใครไปรอบโรงเรียน แล้วก็ไม่เคยถูกขังอยู่ในห้องน้ำด้วย อันที่จริงแล้วเราเป็นเพื่อนกับพวกเขาทั้งหมดนั่นแหละ ผมกับเทรย์ไม่เคยมีปัญหาในการคบคน และหากจะพูดกันอย่างยุติธรรมแล้วเราจัดอยู่ในทำเนียบคนดังของโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ
ผมกับเทรย์รู้จักกันได้เพราะเสก็ตบอร์ด เรามักจะไปเล่นที่ลานเสก็ตด้วยกันเป็นประจำ และผลัดกันอัดวิดีโอเก็บไว้ตอนที่เล่นท่ายากๆ ได้ จากนั้นเทรย์จะเอาวิดีโอพวกนั้นมาตัดต่อแล้วใส่เพลงพังค์ที่มีเสียงกีตาร์ดิบๆ ลงไป แล้วก็อัพมันขึ้นยูทูป มีคนเข้ามาดูวิดีโอของเราหลายหมื่น ซึ่งก็รวมถึงคนในโรงเรียนด้วย นั่นทำให้เราเป็นที่รู้จักไม่น้อยทีเดียว มันง่ายๆ แค่นั้นเองในการเป็นคนดัง แต่ เฮ้ อย่างน้อยเราก็คิดว่าเราเจ๋งในสิ่งที่ทำอยู่นะ
แต่ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนเฟรนด์ลี่แค่ไหนก็ต้องมีสักคนที่คุณเหม็นขี้หน้าบ้างล่ะน่า แน่นอน ผมกับเทรย์ก็มีเหมือนกัน เป็นคนเดียวกัน แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน
ดันแคน วูด เป็นไอ้หน้าโง่จอมโอ่ที่ดันเกิดมาหน้าตาดีเป็นบ้า และเมื่อรวมกับพ่อที่มีเส้นสายในวงการบันเทิงทำให้หมอนั่นได้ถ่ายแบบลงนิตยสารวัยรุ่นเป็นบางครั้งบางคราว จริงๆ แล้วมันก็แค่ถ่ายแบบโฆษณาเสื้อผ้าทั่วไปนั่นล่ะ แต่หมอนั่นชอบเอามาคุยโวเสียทั่วโรงเรียนอย่างกับเป็นดาราลงหน้าปก แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสาวๆ หลายคนที่หลงชื่นชมบูชามัน สำหรับผมมันเป็นเรื่องของการเหม็นขี้หน้าล้วนๆ ในขณะที่สำหรับเทรย์แล้วมันมีรายละเอียดมากกว่านั้นนิดหน่อย
แฟนคนปัจจุบันของดันแคนชื่อจอร์ดาน่า หล่อนเป็นสาวสวยผมสีแดงเพลิง ฉลาด และมีอารมณ์ขัน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวหล่อนล้วนบ่งบอกถึงรสนิยมอันดีเลิศ จะยกเว้นก็แต่ดันแคน วูด
เทรย์ปิ๊งจอร์ดาน่าตั้งแต่วันแรกที่เธอย้ายโรงเรียนมา หมอนั่นพยายามตามจีบเธออยู่เกือบเดือนและเธอก็เหมือนจะเล่นด้วยจนกระทั่งวันหนึ่งเทรย์เห็นเธอนั่งอยู่เบาะหน้าบนรถสปอร์ตเปิดประทุนของดันแคน เธอหันมายิ้มให้เทรย์ ผมสีแดงของเธอสยายไปตามลมขณะค่อยๆ หันหน้ากลับไป ทิ้งเทรย์ไว้ข้างหลังพร้อมกับอาการอกหัก
ผมไม่ใช่คนที่ปลอบใจใครได้ดีนัก ซึ่งก็โชคดีที่เทรย์ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าหรือฟูมฟาย ตรงกันข้าม หมอนั่นเดือดเป็นภูเขาไฟ การถูกจอร์ดาน่าทิ้งอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การถูกจอร์ดาน่าทิ้งไปหาไอ้หน้าโง่อย่างดันแคนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด อันที่จริงในความคิดผมแล้วมันเข้าใจได้ง่ายมากเลย ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่สวยและฉลาด ระหว่างรถสปอร์ตเปิดประทุนกับเสก็ตบอร์ด พนันได้เลยว่าคุณใช้เวลาน้อยกว่า 0.1 วินาทีเสียด้วยซ้ำในการตัดสินใจสำหรับการลงทุน แต่ก็นั่นล่ะ ความจริงในเวลาที่ไม่เหมาะไม่ควรก็อาจส่งผลร้ายต่อคนพูดได้เหมือนกัน อย่าว่าแต่เทรย์เองก็คงรู้ดีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าจะยอมรับได้เมื่อไหร่
แม้ว่าผมจะรู้สึกติดลบกับจอร์ดาน่าไปไม่น้อยจากการทิ้งเพื่อนผมไปหาดันแคน แต่ถ้าหากเทรย์ต้องการแย่งหล่อนมาผมก็ไม่ลังเลเลยที่จะช่วยเขาทุกวิถีทาง
หายนะในชีวิตชายแท้ของผมเริ่มขึ้นจากตรงนี้เอง
จอร์ดาน่ามีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งที่ผมค้นพบเข้าโดยบังเอิญ นั่นคือหล่อนเป็นพวกบ้าเกย์! มีอยู่วันหนึ่งผมบังเอิญสังเกตเห็นจอร์ดาน่ากำลังจ้องเป๋งมาทางเราพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ ขณะที่ผมกำลังกระซิบมุกตลกไร้สาระข้างๆ หูเทรย์ สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ ก็คือรอยยิ้มของเธอ มันชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ผมทดสอบความคิดของตัวเองอีกครั้งโดยคราวนี้ใช้แขนโน้มคอเทรย์ลงมาด้วย แล้วมันก็ได้ผลอย่างที่ต้องการจริงๆ จอร์ดาน่าเกือบจะกรี๊ดออกมาเลยตอนที่ผมแนบหน้าเข้าไปใกล้หูเทรย์มากขึ้น ผมยังเห็นเธอหันไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนของเธออีกด้วย แต่ถ้าคุณคิดว่าผมตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ด้วยเหตุผลแค่นี้ล่ะก็ผิดถนัด ไอ้ที่ว่ามาข้างบนนั่นเป็นแค่สัญญาณแรกเท่านั้น
ด้วยความบังเอิญอีกครั้งหรือนรกบันดาลก็ไม่รู้ได้ ตอนที่ผมกำลังเสิร์จหาข้อมูลของวงโปรด กูเกิ้ลพาผมเข้าไปในคอมมูนิตีแห่งหนึ่งในไลฟ์เจอร์นัล ถึงตรงนี้คุณอาจจะเดาได้แล้วว่าผมเจออะไรในนั้น จอร์ดาน่า เลวิสกับก๊วนของเธอไง
เนื้อหาในคอมมูนิตีนั่นทำเอาผมถึงกับทึ่งและงุนงงกับความคิดของพวกสาวๆ ไปเลย ผมหมายถึง แฟนฟิกชั่นแบบเกย์ๆ เนี่ยนะ!? พวกหล่อนเอาสมาชิกในวงที่ผมโคตรรักมาแต่งเป็นเรื่องเกย์เนี่ยนะ!? ให้ตายเถอะ! มันมีฉากเซ็กส์อลังการแบบที่คุณไม่มีวันจินตนาการออกเลยด้วยซ้ำถ้าไม่ใช่สาวๆ พวกนั้น บอกได้เลยว่าผมไม่ใช่พวกต่อต้านเกย์ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรขนาดนั้นที่ต้องมาอ่านเรื่องเกย์ๆ โดยบังเอิญ แต่ขอโทษทีเถอะ วงพังค์กับเกย์งั้นเหรอ? น่าสงสัยจริงๆ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในหัวสวยๆ ของพวกเธอ ถ้าคุณตามทันลองนึกภาพผู้ชาย(เอาล่ะ พวกเขาเท่ห์จริงๆ นั่นแหละ)หน้าตาเถื่อนๆ ทรงผมประหลาดๆ มีรอยสักเต็มแขน และถึงแม้ว่าพวกเขาจะชอบทำท่าสนิทสนมกันเกินเหตุ แต่คุณไม่นึกบ้างเหรอว่านั่นมันเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของลูกผู้ชาย?
กลับมาที่จอร์ดาน่า ภาพดิสเพลย์ในไลฟ์เจอนัลนั่นทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเป็นเธอ ก็เพราะว่ามันเป็นรูปของเธอน่ะสิ ดูเหมือนเธอจะภูมิใจกับตัวเองมากถึงขนาดเอาภาพถ่ายของตัวเองมาทำเป็น Team Mood เลยด้วย นอกจากจอร์ดาน่าแล้วยังมีเพื่อนบางคนในกลุ่มของเธอที่ผมพอจะจำได้ ให้ตายสิ สาวๆ โรงเรียนนี้เป็นอะไรกันไปหมดแล้วเนี่ย ทำอย่างกับโลกเรายังมีเรื่องพิลึกไม่พออีกงั้นล่ะ
ความรู้สึกติดลบกับจอร์ดาน่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และตอนนั้นความคิดร้ายๆ ก็พุ่งตรงเข้าสู่หัวผมโดยที่ผมไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะย้อนกลับเข้าหาตัวเองอย่างจัง
ผมอยากให้เทรย์แย่งจอร์ดาน่ามาได้สำเร็จและทิ้งเธอ!
นานมาแล้วผมเคยอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่มักจะมีอารมณ์กับภาพผู้ชายสองคนมีอะไรกัน ไม่รู้ว่าจอร์ดาน่าจะไปไกลถึงขั้นนั้นหรือเปล่า แต่แน่นอนแล้วว่าภาพความใกล้ชิดระหว่างผมกับเทรย์สามารถเรียกความสนใจจากเธอได้ และถ้าแค่การกอดคอกระซิบข้างหูกันยังทำให้เธอสนใจ ทำไมเราไม่ลองก้าวหน้าไปไกลกว่านี้อีกนิดล่ะ
“นาย…อะไรนะ!?” เสียงเทรเวอร์ย้อนถามตอนผมบอกเรื่องที่ค้นพบและแผนการที่คิดเอาไว้ออกไป แน่นอน มันไม่รวมถึงตอนท้ายที่จะให้หมอนี่ทิ้งจอร์ดาน่าไปด้วยหรอกนะ นั่นมันขั้นตอนสุดท้าย
“เราก็แค่ลองดูเท่านั้นเอง เทรเวอร์ ไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลย เอางี้ นายลองพิสูจน์ดูก่อนก็ได้ ถ้าไม่เป็นไปตามที่ฉันบอก เราก็ยกเลิกมัน หรือถ้ามันเป็นอย่างที่ฉันพูดจริงก็ขึ้นอยู่กับนายว่าจะเอาด้วยมั้ย ถ้านายไม่ชอบใจก็จบ ฉันแค่เสนอทางเลือกเท่านั้นเอง”
หมอนั่นทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง
ตอนเที่ยงวันนั้นเราพยายามเตร่เข้าไปใกล้จอร์ดาน่ากับกลุ่มเพื่อนพิลึกๆ ของเธอ ดันแคนก็อยู่ที่นั่นด้วยซึ่งมันเป็นโอกาสอันดีที่จะทดสอบทฤษฎีของผมโดยมีเงื่อนไขเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่อย่างดันแคน
ผมเริ่มต้นปฏิบัติการด้วยการคว้ามือของเทรย์ แล้วจูงหมอนั่นไปนั่งยังโต๊ะว่างในโรงอาหาร โดยเลือกจุดที่อยู่ไม่ใกล้หรือไกลจากกลุ่มของจอร์ดาน่ามากเกินไปเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย แล้วก็ต้องให้แน่ใจด้วยว่าเธอจะมองเห็นเราได้ถนัดตา
“เธอกำลังมองเราอยู่ เทรย์ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติหน่อย แล้วอย่าหันไปนะ” ผมชะโงกหน้าข้ามโต๊ะไปทางเทรย์โดยเอียงคอให้มองดูเหมือนเรากำลังเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้กันเมื่อมองจากมุมไกลๆ จากหางตาของผม จอร์ดาน่าและเพื่อนของเธอกำลังมองมาทางนี้อยู่
“แน่ใจเหรอว่ามันจะได้ผล”
“เดี๋ยวจะได้เห็นกัน”
มื้อกลางวันนั้นเรากินอาหารไปพร้อมกับพยายามแสดงอาการแบบที่เรียกว่า ‘หัวร่อต่อกระซิก’ อันที่จริงมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพราะปกติผมกับเทรย์มีเรื่องตลกขำๆ มาแหย่กันเองบ่อยๆ อยู่แล้ว เราก็แค่ออกอาการให้มันมากขึ้นอีกนิด ใกล้กันมากขึ้นอีกหน่อย และตบท้ายด้วยช็อตเซอร์วิสที่ผมจำได้จากในฟิกฯของจอร์ดาน่า ผมเอื้อมมือไปหยิบเศษแฮมเบอร์เกอร์ที่ติดอยู่มุมปากของเทรย์เข้าปากตัวเอง แหงล่ะ ผมไม่มีวันเอามันเข้าปากตัวเองจริงๆ หรอก มันน่าขยะแขยงจะตาย ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทกันก็เถอะ
“ฉันอยากอ้วกว่ะ นายทำตัวได้น่าขนลุกมากเลยโบรดี้” หมอนั่นทำหน้าขยะแขยงจริงๆ จังๆ ผมเลยเตะหน้าแข้งมันไปใต้โต๊ะหนึ่งที ให้ตายเถอะ หมอนี่คิดว่าผมยอมทำตัวทุเรศๆ ไปเพื่อใครกัน
“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย ไอ้โง่เทรเวอร์!” ผมกระซิบด่าพร้อมฉีกยิ้มหวาน ใช้มือหยิกแก้มมันแรงๆ ทำเหมือนกำลังหยอกเอินกันอย่างรักใคร่น่าเอ็นดู คิดถูกจริงๆ ที่เลือกโต๊ะห่างจากกลุ่มสาวๆ พอควร ถ้าพวกเธอได้เห็นสีหน้าเทรเวอร์กับสายตาของผมตอนนี้ล่ะก็ รับรองว่าเราไม่มีทางใช้แผนนี้ได้อีกแน่
“โทษทีเหอะ ฉันเกิดที่เอนซิโนนะ ไม่ใช่ฮอลลีวูด” เทรย์กัดตอบพร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง ดูเหมือนหมอนี่เริ่มจะเข้าใจเกมแล้ว
“เอาล่ะ ที่เหลือก็แค่รอผลการทดลอง”
ผมลุกขึ้นยืนเพื่อจะเอาถาดอาหารไปเก็บ เทรเวอร์ลุกขึ้นตาม ระหว่างเดินไปยังถังทิ้งเศษอาหารผมชะลอฝีเท้าให้ลงมาอยู่ระดับเดียวกับเทรย์ แล้วทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายด้วยการตะปบมือลงไปบนแก้มก้นของเขา หมอนั่นสะดุ้งเฮือกเลย ดูมีพิรุธมากแต่หวังว่ามันจะไกลเกินกว่าจอร์ดาน่าจะเห็นได้ชัด
“ไอ้นี่ก็อยู่ในแผนด้วยเหรอ” เทรย์เอียงคอลงมากระซิบถามอย่างไม่มั่นใจ
“เทรย์ที่รัก นายคิดว่าฉันอยากจับก้นนายนักหรือไง!?” ผมกัดฟันเค้นเสียงตอบ แถมบีบก้นหมอนั่นไปอีกทีก่อนจะปล่อยมือ เห็นได้ชัดว่าหมอนั่นหยุดหายใจไปวูบหนึ่งเลย สีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งดูกล้ำกลืนจนผมเกือบหลุดหัวเราะออกมาแล้ว
“นายว่าคนอื่นจะเห็นเราเป็นเกย์กันมั้ย?” หมอนี่เซ้าซี้น่ารำคาญเป็นบ้า นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องส่วนตัวด้วยล่ะก็ ผมไม่มีวันเสนอแผนนี้ออกมาแน่
“นายก็อย่าไปสนใจคนอื่นสิ อีกอย่าง ทุกคนมัวแต่ยุ่งอยู่กับถาดอาหารของตัวเอง ไม่มีใครมาสนใจเราหรอกน่า”
ผมพาเราออกมานั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ข้างสนาม และไม่ถึงสิบนาทีต่อมาจอร์ดาน่ากับดันแคนก็เดินนำเพื่อนในกลุ่มของพวกเขาออกมาจากอาคาร ผมกับเทรย์รีบก้มหน้า แกล้งทำเป็นสนใจอยู่กับนิตยสารรอยสักที่กางอยู่บนโต๊ะ
“มันผิดกฎนะ ถ้าพวกเธอคิดจะสัก” เสียงของจอร์ดาน่าดังอยู่เหนือหัวเรา
อะฮ๊า ปลาติดเบ็ดแล้ว ผมเงยหน้ามองแม่สาวผมแดงที่กำลังชะโงกมองภาพในนิตยสาร ก่อนเลื่อนสายตามายังเราสองคน จอร์ดาน่าแยกกลุ่มออกมาคนเดียว ดันแคนและเพื่อนๆ ของเธอยืนรออยู่อีกทางหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วง เราไม่ทำให้ทางโรงเรียนจับได้หรอก” ผมมองไปทางเทรเวอร์ แกล้งเลื่อนสายตาลงต่ำไปยังจุดที่ดูหมิ่นเหม่สักหน่อย “บางทีอาจจะเป็นตรงไหนสักแห่งที่อยู่ใต้ร่มผ้า”
“ไม่เห็นรู้เลยว่านายคิดจะสะ…” ผมรีบกระทืบลงไปบนเท้าเทรย์ “…สักโดยไม่บอกฉัน เอางี้ นายเป็นคนเลือกลาย ส่วนฉันจะเลือกว่าสักตรงไหนแล้วเราไปสักด้วยกัน ดีมั้ย โบร?” เยี่ยม หมอนี่แก้สถานการณ์ไปได้ไม่เลว
“หืม? น่าสนใจดีจัง” จอร์ดาน่าพึมพำเบาๆ แต่ผมมองเห็นประกายวิบวับในดวงตาของเธอได้ชัดเจนเลย บ้าชิบ! ผมเริ่มสนุกกับเรื่องนี้แล้วสิ
“บางทีจอร์ดาน่าอาจจะอยากสักกับเราด้วยมั้ง เทรย์” ผมแกล้งหยอดพลางกระเถิบเข้าไปใกล้เทรย์มากขึ้น แล้ววางคางลงบนบ่าหนาๆ นั่น ว่าอันที่จริงแล้วหมอนี่รูปร่างไม่เลวแฮะ
เทรย์ผลักนิตยสารไปทางจอร์ดาน่าแล้วชวนให้เธอนั่ง แต่เธอปฏิเสธ
“ฉันอยากไปดูพวกเธอสักมากกว่า แล้วก็…ฉันกับเพื่อนเกิดสนใจสเกตบอร์ดขึ้นมา ให้พวกฉันไปดูพวกเธอเล่นได้มั้ย”
“ได้เลย” ผมรีบตอบ แต่เทรย์ดูท่าทางลังเลจนผมต้องแอบหยิกที่หลังเบาๆ
“แน่นอน เธอรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าลานอยู่ที่ไหน” เทรย์ว่า เมื่อจอร์ดาน่าพยักหน้า เขาก็กล่าวต่อ “งั้นเจอกันวันเสาร์ตอนบ่ายสอง”
“ตกลง แล้วเจอกัน เทรย์ โบรดี้” หล่อนโบกมือพลางขยิบตาให้เทรย์ นั่นมันเฟลิตชัดๆ แล้วจากนั้นก็เดินกลับไปหาดันแคน
ผมรอจนจอร์ดาน่าไปพ้นระยะการมองเห็นแล้วถึงได้หันไปทางเทรย์ ทำหน้าประมาณว่า ‘เห็นมั้ยล่ะ ฉันว่าแล้ว’ แต่หมอนั่นดูเหมือนลำบากใจนิดหน่อย
“อะไร?” ผมถาม
“นายไม่ว่าอะไรเหรอ ที่พวกของจอร์ดาน่าจะไปที่ลาน นั่นมันที่ของเรานะ ฉันหมายถึง แม้ว่าที่นั่นจะมีคนอื่นอยู่ด้วยแต่ปกติวันเสาร์เป็นวันของเรานี่นา”
โอ๊ย ให้ตาย หมอนี่ชักจะน่ารักเกินไปแล้ว บางทีเทรย์ก็ชอบคิดอะไรเป็นจริงเป็นจังไม่เข้าเรื่องเหมือนกัน แถมยังหัวดื้ออย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย
“โอ้ เทรย์น้อยๆ ของฉัน” ผมจับคางหมอนั่นเขย่าเล่นก่อนจะโดนปัดมือทิ้ง “ไม่มีอะไรทำให้ฉันหยุดรักนายได้หรอก เบบี๋ แม้แต่จอร์ดาน่าบนลานสเกต”
“ฮ่า ฮ่า กัดฉันสิ” หมอนั่นทำหน้าเซ็งสุดๆ ลุกหนีไปจนผมต้องคว้าข้าวของแล้วรีบเดินตาม
“ไม่เอาน่า เพื่อน คิดดูสิ จอร์ดาน่าอยากไปดูเราเล่นสเกตเนี่ยนะ เธอเมินนายก็เพราะสเกตไม่ใช่เหรอ โอ๊ย! โทษที” ผมยกมือลูบหลังท้ายทอยที่โดนตบเบาๆ “ยังไงก็เถอะ แผนของเราสำเร็จ”
“แผนนายต่างหาก” หมอนั่นแย้ง
“ยังไงก็ช่าง มันทำให้เธอหันมาสนใจนายได้อีกก็แล้วกัน”
ถึงตรงนี้เทรย์หยุดเดิน หันมามองหน้าผมอย่างจริงจังจนผมชักหวั่นๆ ไปเหมือนกัน
“ทำไมถึงอยากให้ฉันเป็นแฟนกับจอร์ดาน่า ฉันนึกว่านายเกลียดเธอซะอีก”
“ฉันแค่ไม่ชอบที่เธอเมินนายต่างหาก แต่จริงๆ แล้วเธอก็น่ารักดี”
“หืม..มมม” เทรย์ทำเสียงครางในลำคออย่างสงสัย โชคดีที่เสียงกริ่งเตือนให้เข้าเรียนดังขึ้นพอดี หมอนั่นหันไปทางอาคารเรียน แล้วหันกลับมามองผม ยักไหล่ หลังจากนั้นเราก็กอดคอกันเดินกลับเข้าอาคารเรียนไป ก็อย่างนี้แหละ บางทีเราก็กัดกันบ้าง เถียงกันเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่พอผ่านไปซักสองนาทีเราก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม
…………………
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ฝั่งผมล่ะ
แผนของเรา หรือว่าอันที่จริงส่วนใหญ่แล้วเป็นแผนของผมมากกว่า ประสบความสำเร็จดีเกินคาด ประการแรกเลยจอร์ดาน่าเลิกกับดันแคนแล้ว ผมแทบจะเต้นแท็ปไปรอบห้องเรียนตอนได้ยินเรื่องนี้จากเทรย์ แต่มันดันมีปัญหาใหญ่ตามมาอีกสองอย่าง
อย่างแรก ตอนนี้จอร์ดาน่ากับสาวกของเธอทำตัวติดกับพวกเราเกือบตลอดเวลาทั้งพักกลางวันและตอนเย็น แม้กระทั่งบ่ายวันเสาร์อันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราด้วย ข่าวดีคือเธอกับเทรย์ดูจะสนิทสนมกันมากขึ้นทีเดียว แต่นั่นยังไม่นับว่าเป็นปัญหาสำหรับผมหรอก
แล้วปัญหาใหญ่มันอยู่ตรงไหนน่ะหรือ? มันเริ่มจากตอนแรกที่เธอกับก๊วนของเธอเข้ามาสนิทกับเราใหม่ๆ นั่นล่ะ ผมพยายามผลักดันให้แผนของเราดำเนินต่อไปด้วยการพาตัวเองเข้าไปคลอเคลียกับเทรย์ให้มากขึ้น แรกๆ ก็แค่นึกสนุกที่ได้เห็นปฏิกิริยาของสาวๆ พวกนั้น บางทีก็ตลกกับท่าทางอายแบบประหลาดๆ ของเทรย์ด้วย แต่ผมถลำลึกลงไปเรื่อยๆ จากที่แค่คลอเคลีย เริ่มกลายเป็นนัวเนีย ถ้าคุณอยากรู้ ผมเกือบจูบหมอนั่นไปแล้วด้วยซ้ำ และ ถ้านั่นยังไม่หนักหนาพอ ทุกวันนี้เวลาอยู่ใกล้เทรย์มือไม้ของผมจะต้องป้วนเปี้ยนอยู่บนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหมอนั่นเสมอ มันเป็นอาการที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ เหมือนกับว่าคุณกำลังเพลินอยู่กับความคิดอะไรสักอย่าง แล้วพอรู้สึกตัวอีกทีก็พบตัวเองกำลังนั่งคร่อมอยู่บนตัวของเพื่อนสนิท และถึงแม้ว่าคุณพยายามจะตั้งสติให้อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา แต่ใบหน้าหล่อๆ เวลาเขินจนแก้มแดงน้อยๆ และผิวกับกล้ามเนื้อที่ให้ความรู้สึกดีเป็นบ้าเวลาสัมผัสก็คอยจะทำให้สติสตังของคุณกระเจิดกระเจิงอยู่ร่ำไป นี่ยังไม่ได้พูดถึงว่าเพื่อนคนนั้นไม่เคยขัดอกขัดใจคุณเลยสักนิดด้วยนะ นั่นล่ะ ปัญหาใหญ่ระดับมหภาคของผมเลย ผมกำลังจะเบี่ยงเบน
ส่วนปัญหาใหญ่อย่างที่สองก็คือสิ่งที่กำลังตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง
ร้านสัก
“เข้าไปกันเถอะ” เทรย์เดินนำไปก่อน แต่เมื่อเห็นผมยังยืนนิ่งอยู่ หมอนั่นก็หันกลับมาจูงมือผม
“นายเอาจริงเหรอเนี่ย” เท้าของผมยังคงตอกตรึงอยู่กับพื้น ผมนึกว่าหมอนี่พูดเล่นเสียอีกตอนเอาแค็ตตาล็อกลายสักมาให้เลือกดูลาย ถ้ารู้ว่ามันจะต้องมาอยู่บนตัวอย่างถาวรแบบนี้ล่ะก็ วันนั้นผมคงไม่เลือกแบบส่งๆ ไปหรอก
ทั้งหมดนี่ผมโยนความผิดไปให้จอร์ดาน่าคนเดียวเลย ใครใช้ให้เธอบังเอิญเป็นญาติกับเจ้าของร้านสัก ใครใช้ให้เธอดันจำได้แม่นชะมัดเรื่องรอยสักที่เราเคยพูดกันเล่นๆ ตอนพยายามดึงความสนใจจากเธอ และสุดท้าย ใครใช้ให้เธอไปเจ้ากี้เจ้าการกล่อมเทรย์เสียอยู่หมัดให้พาผมมาสัก
“พวกเขามากันแล้ว” เสียงจอร์ดาน่าดังมาจากในร้านก่อนเจ้าตัวจะเดินออกมาหาเรา ด้านหลังเป็นผู้ชายตัวสูงๆ ผมสั้นสีน้ำตาลแดง ไว้หนวดเหนือริมฝีปากเล็กน้อย สวมลีวายส์และเสว็ตเตอร์สีดำ ถ้าไม่เห็นรอยสักซึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อที่ถลกขึ้นมาจนถึงข้อศอกผมคงคิดว่าเขาเป็นพนักงานธนาคารที่พาลูกสาววัยรุ่นมาเดินเล่นในห้าง เขาไม่มีแม้กระทั่งรอยเจาะที่หูเสียด้วยซ้ำ
“เทรย์ โบรดี้ นี่ลุงเทรซ ลุงเป็นช่างสักฝีมือดีที่สุดในสเตจเลย”
ลุงเทรซหัวเราะ หึๆ พลางยื่นมือออกมาจับมือกับพวกเรา “อย่าไปฟังยัยนี่มากนักล่ะ แต่เพื่อให้พวกเธออุ่นใจ ลูกค้าของฉันยังไม่เคยมีใครถูกส่งเข้าโรงพยาบาลนะ เอาล่ะ เข้าไปข้างในกันเถอะ”
สองลุงหลานเดินนำเข้าไปก่อน ตามด้วยเทรย์ที่จูงมือผมเดินตามเข้าไป มาถึงขั้นนี้ผมคงไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
ลุงเทรซของจอร์ดาน่าจะเป็นช่างสักที่ดีที่สุดในสเตจจริงหรือเปล่าผมไม่รู้หรอก แต่จากรูปดารา นักร้องดังๆ หลายคนที่มาสักและมีภาพติดอยู่บนผนังร้านคงเป็นเสมือนตราเกียรติยศที่ยืนยันได้ดีถึงฝีมือของเขา
โชคยังดีที่ภาพซึ่งผมเลือกมั่วๆ ออกมาจากแค็ตตาล็อกน่าจะออกมาเป็นรอยสักที่สวยทีเดียว มันเป็นภาพของเถาไม้เลื้อยที่มีจุดเริ่มต้นจากสีข้าง เลื้อยเฉียงเป็นทางลงมาหยุดอยู่ตรงท้องน้อยบริเวณส่วนที่อยู่ใต้สะดือลงไป ถ้าเจ้าของรอยสักถอดเสื้อออก มันจะเป็นเส้นนำสายตาจากร่างกายด้านข้างลงไปสู่ส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในกางเกงด้านหน้า
เทรย์ลงมือสักก่อนเป็นคนแรกโดยนอนบีบมือผมเป็นระยะและมีจอร์ดาน่าคอยใช้ผ้าซับเลือดให้ ผมอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ทุกทีเวลาเห็นมือของจอร์ดาน่ากดซับผ้าขนหนูลงไปบนท้องน้อยของเทรย์ตรงส่วนที่ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของรอยสัก ดูเหมือนอาการของผมชักจะหนักลงไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
เมื่อถึงคราวผม ผมเอนลงไปบนเก้าอี้นอนอย่างกล้าๆ กลัวๆ พูดจริงๆ แล้วผมไม่ได้กลัวเรื่องเจ็บตัวเท่าไหร่หรอก เพราะตอนที่เราสเกตกันก็มักจะได้แผลเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถึงยังไงมันก็ยังเป็นคนละเรื่องกับการสักอยู่ดี
“ฉันเตรียมของดีมาให้นายด้วย” เทรย์เพื่อนรักของผมชูหอกระดาษสีน้ำตาลขึ้นมา ให้ตายสิ หมอนี่ไปสรรหาของพรรค์นั้นมาจากไหนกัน
“มันอาจจะช่วยลดความเจ็บให้นายไม่ได้ แต่มันก็น่าจะช่วยดึงความสนใจได้บ้างล่ะนะ” หมอนั่นล้วงลงไปในห่อกระดาษ แล้วควักเอาของบางอย่างออกมา
“ช็อกกาจุ๊บ!”
“ฉันซื้อมาหลายรสเลย ปกตินายชอบแบบหวานๆ แต่ฉันซื้อแบบเปรี้ยวมาด้วย เผื่อนายอยากเปลี่ยนรส”
“ฉันนึกว่ามันน่าจะเป็นเหล้า หรือบุหรี่อะไรทำนองนั้น”
หมอนั่นทำหน้านิ่ว “เราอายุยังไม่ถึง 21 ซักหน่อย ซื้อเหล้าไม่ได้หรอก แล้วนายก็สูบหรี่ไม่เป็นด้วย”
ผมพ่นลมหายใจพรืด เฮ้อ พ่อคนจริงจัง ในยุคที่เด็กอายุ 14 ก็เป็นพ่อคนกันแล้ว แต่เทรย์น้อยๆ ของผมยังคงเคร่งครัดกับกฎหมายสุราต่อไป
ผมหันไปมองจอร์ดาน่า เธอกำลังจ้องเป๋งไปบนรูปดาราคนหนึ่งบนผนัง แต่ริมฝีปากเม้มสนิทและไหล่สั่นระริก
“แล้วก็ห้ามหัวเราะด้วย แม่ตัวแสบ!” ว่าพลางตวัดมือคว้าช็อกกาจุ๊บจากเทรย์มาแกะห่อโยนใส่ปาก ส่วนจอร์ดาน่าตอนนี้เธอเลิกอมยิ้มแล้ว แต่ระเบิดหัวเราะออกมาเต็มเสียงแทน
“เอาล่ะ ฉันกำลังจะลงมือแล้ว” ลุงเทรซบอกหลังเปลี่ยนถุงมือกับหัวเข็มเสร็จ
ผมกลั้นหายใจตอนมือของลุงเทรซทาบลงบนสีข้างระหว่างที่นอนตะแคงอมช็อกกาจุ๊บหันหน้าไปทางเทรย์ หมอนั่นมองมาอย่างให้กำลังใจ จับมือผมไว้แน่น และก้มหน้าลงมาจูบที่แก้ม ผมแทบไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำตอนเข็มแรกเจาะผ่านผิวหนังของตัวเองลงไป ต้องใช้เวลาสักพักนั่นล่ะถึงจะเริ่มรู้สึกเจ็บจริงๆ
ผมมองเทรย์ แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ หมอนั่นทำหน้าเหมือนเจ็บยิ่งกว่าผมเสียอีกทั้งที่ตอนสักเองสีหน้ามันแทบไม่เปลี่ยนไปเลยนอกจากแค่มีเหงื่อซึมบนหน้าผาก มือใหญ่ๆ ของเทรย์ให้ความรู้สึกดีจริงๆ เวลาที่มันบีบรวบมือผมเอาไว้ทั้งมือ ช็อกกาจุ๊บไม่ได้ทำให้ความเจ็บน้อยลงไปจริงๆ ด้วย แม้กระทั่งสีหน้าเป็นห่วงกับมืออบอุ่นของเทรย์ก็ด้วยเหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้กลับทำให้ผมรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายอย่างมากทีเดียว
แย่แล้ว โบรดี้ ตอนนี้นายย่ำแย่แล้วจริงๆ ผมรู้สึกเหมือนว่าแค่มีเทรย์อยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนักหนาแค่ไหนก็พร้อมจะชนกับมันได้ทุกเมื่อ
ปัญหาใหญ่ระดับมหภาคของผม นอกจากกำลังจะเบี่ยงเบนแล้ว ตอนนี้ผมกำลังตกหลุมรักเพื่อนสนิท!
………………………
Tags: fiction, slash5 Comments
แล้วแบบนี้เค้าจะทวงเรื่องหนายยย โฮวววว ฮือออออ แงงงงงงง กรี๊ดดดดด พี่เก๋อ่าาาาา ทำไมถึงทำกับเค้าได้
เข้าเรื่อง งานเข้าโคดๆ โบรดี้เอ๊ยยย สาววายฝรั่งแปลกดีอ่ะพี่ แต่มิ้นว่าวิธีการของโบรดี้มันประหลาดๆ ดีนะ เหมือนต้อนตัวเองมากกว่าเลยอ่ะ
อยากอ่านฟิคที่จอร์ดาน่า เขียนอ่ะพี่ มิ้นมั่นใจว่าแม่คุณเอาคู่นี้ไปเขียนฟิคชัวร์!!!
#1 By chibi on 2009-07-19 18:26