[ORG Fiction] Will it go further? [2/3]
posted on 24 Aug 2009 22:31 by frodoslave in mywork
Title: Will it go further?(2/3)
Rating: R (สำหรับตอนนี้)
Warning: Slash, Y (ไม่ชอบกรุณาปิดหน้าต่างด่วนค่ะ)
Note: ทำไมโบรดี้มันมาก่อนอีกแล้วว้าาาาาาาาาาาา เมื่อไหร่นิโคล่าจะม๊าาาาาาาาา ฮืออออออออออ
มีบางส่วนถมขาวไว้ เป็นอันเข้าใจกันนะคะ ^^; แม้จะน้อยนิดแต่ขอปิดไว้ก่อนดีกว่า
Summary: แล้วโบรดี้คนที่ชอบหยิบนั่นหยิบนี่ป้อนใส่ปากผม คนที่ชอบแตะต้องเนื้อตัวผมในทางไม่ซื่อตลอดเวลา คนที่เคยปีนขึ้นมาบนตักและเกือบจูบผมสำเร็จไปแล้วถ้าไม่ถูกยันออกไปเสียก่อน จู่ๆ ก็แค่โบกมือทักทายแล้วหายไปกับเพื่อนกลุ่มอื่นเวลาเห็นผมกับจอร์ดาน่าอยู่ด้วยกัน หรือถ้าเราอยู่กันตามลำพังในช่วงหลังๆ หมอนี่ก็จะพยายามเก็บไม้เก็บมืออย่างน่าประหลาดและทำหน้าตาราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์อะไรบางอย่าง ต่อให้ผมโง่กว่านี้ก็ต้องรู้สึกได้ว่ามันผิดปกติ
Tre’s POV
มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามาก ผมคิดอย่างนี้จริงๆ ตอนได้ยินโบรดี้เสนอวิธีนี้ครั้งแรก ในบรรดาความคิดร้อยแปดของหมอนี่มีไม่ถึงครึ่งของครึ่งหรอกที่ใช้ได้ผลจริงๆ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคิดแบบเดิมอยู่ แต่ปรากฏว่าครั้งนี้มันดันได้ผลเกินคาดแฮะ จอร์ดาน่าเลิกกับดันแคนแล้วและหันมาสนใจ ‘พวกเรา’ เข้าจริงๆ
ที่ผมว่า ‘พวกเรา’ น่ะ ผมหมายถึง พวกเรา จริงๆ นะ ระยะหลังนี้จอร์ดาน่ากับเพื่อนดูเหมือนจะชอบเข้ามาขลุกอยู่กับผมและโบรดี้บ่อยๆ ซึ่งก็ทำให้ผมกับเธอมีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น ยิ่งได้ใกล้ชิดกันก็ยิ่งรู้สึกว่าเราทำถูกแล้วที่ดึงเธอออกมาจากดันแคนเสียได้ ถ้าตัดเรื่องหน้าตาและฐานะออกไป หมอนั่นไม่มีส่วนไหนที่คู่ควรกับเธอเลย แต่ถึงเราไม่ทำ ซักวันเธออาจจะทิ้งไอ้งั่งนั่นไปเองก็ได้
อย่าเข้าใจผิดล่ะ ผมไม่ได้เทิดทูนเธอถึงขนาดนั้น แล้วก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองดีกว่าใครด้วย มันเป็นความรู้สึกหงุดหงิดคล้ายๆ ตอนที่เราเห็นของบางอย่างไม่เข้าที่เข้าทางน่ะ เหมือนกับเวลาที่เราเปิดลิ้นชักเก็บผ้าเช็ดหน้าแล้วดันพบถุงเท้าข้างหนึ่งอยู่ในนั้น ถ้าเป็นคุณจะทำยังไง แยกมันออกมา ถูกมั้ย? ผมกับโบรดี้ก็แค่พยายามจัดของให้เข้าที่เข้าทางเท่านั้นเอง
ตอนเห็นจอร์ดาน่าเดินควงกับดันแคนครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เป็นส่วนผสมกันระหว่างความเสียใจ ตกใจ และโมโห แต่ก็เป็นส่วนผสมที่ไม่เท่ากันหรอกนะ
ส่วนที่น้อยที่สุด ผมเสียใจเพราะอุตส่าห์ตามจีบเธอมาตั้งเดือน พอดันแคนโผล่เข้ามาในเส้นทางของเธอแค่อาทิตย์เดียว หมอนั่นก็คว้าเธอไปควงได้เสียแล้ว
ส่วนที่มากขึ้นมาอีกหน่อย ผมตกใจที่ดันเสียใจน้อยกว่าที่คิด
และส่วนที่มากที่สุด ผมโกรธ เพราะ…ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ใครมันเอาถุงเท้ามาไว้รวมกับผ้าเช็ดหน้าวะ!?
เอาล่ะ อันที่จริงมันอาจจะไม่ใช่แค่นั้นก็ได้ ผมอาจจะกำลังอิจฉาดันแคนที่ได้สาวสวยที่สุดในโรงเรียนไปควง โมโหจอร์ดาน่าที่เลือกหมอนั่นไม่ใช่ผม รู้สึกเสียศูนย์ที่ได้รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรสู้ดันแคนได้เลย แต่ไม่ว่าผมจะรู้สึกยังไง ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว
จอร์ดาน่าโบกมือให้ผมจากมุมหนึ่งของร้านเครื่องเขียน วันนี้เป็นเวรของผมกับเธอที่จะต้องออกมาซื้อผ้าใบและอุปกรณ์วาดเขียนเพิ่มเติมเพื่อสำรองเอาไว้ใช้ในชมรม ผมกับเธออยู่ชมรมศิลปะเหมือนกันและที่นี่เองที่ผมได้พบกับเธอเป็นครั้งแรก
ในหนึ่งอาทิตย์จะมีวันแบบนี้ประมาณหนึ่งครั้ง ผมคงเรียกมันว่าเดทไม่ได้เพราะว่ามันไม่ใช่ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันก็เกือบๆ จะใช่ เราจะออกมาซื้อของด้วยกันตามลำพังแค่สองคน ไม่มีโบรดี้ ไม่มีซินแคลร์ เอมม่า และไฮดี้ หรือที่โบรดี้ชอบเรียกว่า เหล่าสาวกของจอร์ดาน่า มีแค่ผมกับเธอเท่านั้น
หลังจากซื้อของเสร็จแล้วเราไม่ได้รีบร้อนกลับชมรมกันเท่าไหร่ แต่มักเถลไถลไปเดินห้างกันบ้าง ไปหาอะไรกินกันบ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่งจอร์ดาน่าพาผมไปเป็นเพื่อนซื้อเครื่องสำอางด้วย อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่เขาร่ำลือกันหรอก ผู้หญิงเวลาซื้อเครื่องสำอางน่ะ และ เอ่อ…มันเกือบจะเพลินดีเสียด้วยซ้ำตอนช่วยเธอเลือกสี ซึ่งผมคิดว่านั่นคงเป็นเพราะส่วนที่ชอบศิลปะในตัวผมล่ะมั้ง
“โบรดี้เป็นไงมั่ง ตั้งแต่วันที่ไปสักฉันแทบไม่ได้คุยกับเขาเลย พอเจอหน้ากันก็บอกว่ามีเรื่องต้องไปทำ แล้วก็หายไปเลย” จู่ๆ จอร์ดาน่าก็ถามขึ้นมาระหว่างกำลังใช้นิ้วทดสอบความนิ่มของขนพู่กัน
“อืม…” ผมยื่นมือไปรับพู่กันที่เลือกแล้วมาใส่ตะกร้า พลางนึกถึงโบรดี้เมื่อตอนกลางวัน หมอนั่นลวนลามผมเหมือนทุกทีแม้ว่าจอร์ดาน่าจะไม่ได้อยู่แถวนั้นด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในระยะหลัง “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ หมอนั่นสบายดี แต่อาจจะยุ่งอยู่กับเรื่องชมรมก็ได้”
โบรดี้ไม่ได้ชอบศิลปะ หมอนั่นอยู่ชมรมเครื่องกลและวางแผนกับเพื่อนในชมรมว่าจะเอาซากรถเก่ามาซ่อมให้มันวิ่งได้อีกครั้ง ตอนนี้พวกนั้นหาอะไหล่ได้เกือบครบแล้ว เหลือแค่เอามันมาประกอบและทดลองวิ่งดูเท่านั้น ที่หมอนั่นไม่ค่อยโผล่หน้ามาให้เห็นก็อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้
“ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกเหมือนถูกหลบหน้าเลย”
“ฉันว่าเธอคิดมากไปเอง บางครั้งหมอนั่นก็ชอบหายหัวไปทำอะไรๆ ของตัวเองบ้างแบบนี้แหละ”
หล่อนยักไหล่
“ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น ฉันแค่กลัวว่าจะถูกโกรธเรื่องพาพวกเธอไปสัก”
เรื่องรอยสักนี่เป็นความคิดของผมเอง อย่างที่บอก โบรดี้ไม่สนใจงานศิลปะและไม่เอาไหนในศาสตร์แขนงนี้โดยสิ้นเชิง ในขณะที่ผมชื่นชมจิตรกรรมบนเรือนร่างประเภทนี้มาก นิตยสารเกี่ยวกับรอยสักทั้งหมดผมเป็นคนซื้อมา แต่โบรดี้ก็อ่านมันได้เพราะหน้าปกและเนื้อหาส่วนที่เป็นไฮไลท์ของเล่มมักเป็นเรื่องของวงดนตรีที่เราชอบกับนักเสกตที่เราติดตามผลงานอยู่ เนื่องจากบุคคลในสายอาชีพเหล่านั้นเป็นพวกที่มีรอยสักอยู่เต็มตัว เรามักจะนั่งถกกันถึงเรื่องรอยสักกับผลงานของพวกเขา เช่นว่า ลวดลาย ความเจ็บปวดจากการสักหรือฝังอะไรไว้ทั่วตัวมันมีผลต่องานเพลงของพวกเขามั้ย พวกเสกตพังค์ที่ไม่เคยฟังเพลงพังค์เลยควรถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์พังค์เพียงแค่เพราะการแต่งตัวกับรอยสักหรือเปล่า มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อีกเรื่องหนึ่งที่เรามักจะใช้เวลาทำร่วมกันนอกจากการเสกต แต่นั่นไม่ได้หมายรวมถึงการพาโบรดี้ไปสักด้วย
“คงไม่หรอก…มั้ง” ข้อสันนิษฐานของจอร์ดาน่าทำให้รู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย แต่ผมไม่ควรแสดงออกเพื่อไม่ให้เธอต้องพลอยเป็นกังวล “ก็อย่างที่บอก หมอนั่นกำลังยุ่งเรื่องของชมรม ไว้ประกอบรถเสร็จก็คงว่างเหมือนเดิมแล้วล่ะ”
“หวังว่างั้นนะ”
จอร์ดาน่ากับผมช่วยกันเลือกอุปกรณ์จนเสร็จและผมพาเธอไปส่งบ้าน ระหว่างนั้นเราเปลี่ยนเรื่องคุยไปเป็นเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ แทน ถ้าเทียบกับช่วงแรกๆ แล้วผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ายังอยากเป็นแฟนกับเธออยู่หรือเปล่า ผมสนิทกับเธอมากขึ้น แต่มันไม่ได้มีความรู้สึกหวือหวาอะไรเลย ผมไม่ได้ใจเต้นตูมตามระหว่างแอบมองเธอเดินเข้ามาในห้องชมรมอีกแล้ว แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเราเริ่มคุ้นเคยกันแล้วก็ได้
ผมเดาว่าเธอก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ผู้หญิงซึ่งถูกดึงดูดเข้ามาด้วยภาพผู้ชายสองคนนัวเนียกันจะรักหนึ่งในผู้ชายพวกนั้น ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยได้ยินทฤษฎีที่โบรดี้ว่ามา แต่ผมคิดว่าจอร์ดาน่าไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้ไปไกลถึงขั้นนั้น หรือไม่บางทีผมก็คงเป็นแค่ถุงเท้าอีกข้างหนึ่งที่วางอยู่ในลิ้นชักเก็บผ้าเช็ดหน้า
ผมไม่ได้บอกโบรดี้เกี่ยวกับความคิดของตัวเองเพราะรู้สึกว่าตอนนี้หมอนั่นกำลังสนุกที่ได้แกล้งผมมากกว่าทำไปเพื่อจุดประสงค์แรกเริ่มจริงๆ ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผมก็เหมือนผู้ชายทั่วไปที่ไม่ชอบเลยเวลาถูกผู้ชายด้วยกันลูบๆ คลำๆ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างโดยเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าสาวๆ แต่บังเอิญผู้ชายคนที่ว่านั้นคือโบรดี้ มันก็เลยเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะแตกต่างอยู่สักหน่อย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ผมไม่เคยขัดใจเพื่อนคนนี้ได้เลย มีอยู่น้อยครั้งมากที่ผมจะยืนกรานจนหมอนั่นต้องล่าถอยไปเอง ซึ่งมันก็น้อยมากจริงๆ อาจจะเป็นเพราะนิสัยผมเป็นคนชอบตามใจคนอื่นอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้จริงๆ อย่างมากก็อิดออดนิดๆ หน่อยๆ แล้วหลังจากนั้นก็เลยตามเลย ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับคนอื่นการตามใจของผมมักจะมีลิมิตอยู่ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับโบรดี้แล้ว ลิมิตที่ว่านั้นใกล้เคียงกับคำว่าไม่มีเลย
ในทางกลับกัน ผมรู้ว่าบทจะหัวแข็งแล้วผมก็ดื้อด้านได้ไม่แพ้ใคร อย่างเรื่องสักคราวที่ผ่านมา นั่นเป็นความต้องการของผมคนเดียวล้วนๆ ตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอเนียคุณจะเซ็นยินยอมให้ตัวเองสักได้ตอนอายุสิบแปด หรือไม่งั้นก็ต้องให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเซ็นรับรองหากอายุน้อยกว่านี้ แต่พวกเราไม่ได้ทำทั้งสองอย่างเพราะเรายังอายุไม่ถึงสิบแปดและพ่อแม่เราก็ไม่มีวันชื่นชมกับความคิดนี้แน่ ดังนั้นการดึงดันของผมจึงมีผลให้ผม โบรดี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุงเทรซต้องทำผิดกฎหมาย มิหนำซ้ำลุงเทรซยังต้องเสี่ยงกับการถูกยึดใบอนุญาตถ้าหากถูกจับได้ว่าเขาเป็นคนสักให้ และคงเลวร้ายยิ่งกว่าถ้าเกิดเราดันตายขึ้นมาเพราะแผลติดเชื้อ (แต่ผมไม่คิดว่ามันจะถึงขั้นนั้น เพราะสตูดิโอของลุงเทรซค่อนข้างมีชื่อเสียง ที่เขายอมสักให้เรา เหตุผลเพราะจอร์ดาน่าเพียงประการเดียว)
และถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ยังลากหมอนั่นไปสัก บังคับให้เลือกลายซึ่งต้องเป็นลายเดียวกัน สักที่เดียวกัน ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ เพียงแค่อยากให้เรามีอะไรร่วมกันมากขึ้นอีกสักอย่าง มันเป็นความรู้สึกหวานแหววจนน่าตกใจซึ่งแน่นอนว่าผมจะไม่มีวันบอกหมอนั่นเด็ดขาด
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยทำผิดกฎเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นการสักครั้งนี้จึงถือเป็นการแหกกฎครั้งแรกในชีวิตของผม ไม่ใช่แค่เพียงกฎหมาย แต่รวมถึงกฎเกณฑ์ในการใช้ชีวิตด้วย บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลให้โบรดี้ยอมตามใจผมแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่เคยนึกอยากมีรอยสักเลยก็ตาม
ก็อย่างที่ว่ามา ผมจึงค่อนข้างกังวลนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องที่จอร์ดาน่าพูด บางทีผมอาจจะเอาแต่ใจตัวเองเกินไปก็ได้ แต่ก็อีกนั่นล่ะ โบรดี้กับผมไม่เคยโกรธกันด้วยเรื่องพวกนี้เลย เราจะรู้กันดีว่ามีเส้นบางเส้นที่ไม่ควรก้าวข้ามไป และถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเฉียดเข้าใกล้เส้นเหล่านั้นเราจะเตือนกันตรงๆ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีสัญญาณใดๆ จากโบรดี้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าสองสามวันต่อมาหลังจากวันไปซื้อของ ปรากฏว่าความกังวลของจอร์ดาน่าดันเป็นจริงขึ้นมาจนได้ ผมรู้สึกว่าโบรดี้กำลังหลบเลี่ยงการอยู่ร่วมพื้นที่เดียวกับผมและจอร์ดาน่า ถ้าเป็นคนอื่นผมคงคิดว่าเขากำลังเปิดโอกาสให้เราได้สานสัมพันธ์กันต่อ แต่ว่านี่คือโบรดี้ ซึ่งผมโคตรจะมั่นใจเลยว่าลืมความตั้งใจดั้งเดิมไปหมดเกลี้ยงแล้ว เพราะแม้ว่าแผนดึงความสนใจจากจอร์ดาน่าจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หมอนั่นก็ยังไม่เคยเลิกวุ่นวายกับเนื้อตัวผมสักที หรือถึงแม้ว่าจอร์ดาน่าจะไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วยหมอนั่นก็ยังใช้วิธีจับก้นผมเป็นการทักทายทุกครั้ง และสนุกที่ได้เห็นผมทำหน้าตาประหลาดๆ เวลารู้สึกเขิน (ถูกแล้วครับ ผมเขินจริงๆ ไม่ใช่มุกที่เอาไว้ใช้ล่อลวงจอร์ดาน่าแต่อย่างใด)
แล้วโบรดี้คนที่ชอบหยิบนั่นหยิบนี่ป้อนใส่ปากผม คนที่ชอบแตะต้องเนื้อตัวผมในทางไม่ซื่อตลอดเวลา คนที่เคยปีนขึ้นมาบนตักและเกือบจูบผมสำเร็จไปแล้วถ้าไม่ถูกยันออกไปเสียก่อน จู่ๆ ก็แค่โบกมือทักทายแล้วหายไปกับเพื่อนกลุ่มอื่นเวลาเห็นผมกับจอร์ดาน่าอยู่ด้วยกัน หรือถ้าเราอยู่กันตามลำพังในช่วงหลังๆ หมอนี่ก็จะพยายามเก็บไม้เก็บมืออย่างน่าประหลาดและทำหน้าตาราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์อะไรบางอย่าง ต่อให้ผมโง่กว่านี้ก็ต้องรู้สึกได้ว่ามันผิดปกติ
และผมก็ไม่ชอบปล่อยให้ความสงสัยติดอยู่ในใจนานเกินไปนัก
“อ้าว หวัดดีจ้ะ เทรเวอร์” เสียงคุณนายแคลล็อกชี่ทักทายมาจากหลังบานประตูหลังจากผมกดกริ่งแล้วรออยู่ประมาณครึ่งนาที
“หวัดดีครับมายา” ผมทักทายตอบแม่ของโบรดี้ก่อนที่เธอจะเปิดทางให้ผมเข้าไปในบ้าน
“โบรดี้ เทรเวอร์มาแน่ะลูก” คุณนายแคลล็อกชี่หรือที่ผมเรียกสั้นๆ ว่ามายาตะโกนขึ้นไปข้างบน ก่อนปิดประตู “ไม่เห็นโบรดี้บอกเลยว่าเธอจะค้างที่นี่” เธอหันกลับมาถามเมื่อเห็นผมถือเป้สะพายหลังที่ใช้ประจำเวลามาค้างกับลูกชายเธอ
“โบรคงลืมบอกน่ะครับ” ผมโกหก แต่มายาก็แค่พยักหน้ารับรู้โดยไม่ติดใจอะไร เพราะเรามักจะผลัดกันไปค้างที่บ้านของอีกฝ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว
“โชคดีที่ยังมีของสดติดตู้เย็นอยู่อีกนิดหน่อย ต้องพรุ่งนี้ถึงจะได้เวลาซื้อของเข้าบ้าน ฉันจะทำอาหารเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่าง เธออยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าจ๊ะ” แม่ของโบรดี้บ่นแบบออกเสียงกับตัวเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ หลังจากนั้นก็หันมาถามผมแบบไม่ต้องการคำตอบจริงจังนัก แต่ผมก็ตอบไปอย่างที่มันควรจะเป็น
“อะไรก็ได้ครับ มายา งั้นผมขึ้นไปหาโบรดี้ก่อนนะ” ไม่รอให้อนุญาต ผมวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสองทันที
“อย่าลืมอาหารเย็นตอนทุ่มนึงล่ะ”
เสียงเธอตะโกนตามหลังมา ผมรับคำตอนที่เท้าเหยียบอยู่บนพื้นปาเก้ของชั้นสองแล้ว และมองเห็นโบรดี้ยืนกอดอกพิงไหล่กับขอบประตูมองมาทางนี้
“ไง โบร” ผมทักก่อน
“ไม่เห็นบอกเลยว่าจะมาค้าง” หมอนั่นไม่ได้ทักตอบแต่ถามกลับ
“โทษที ฉันแค่เบื่อๆ น่ะ ก็เลยว่าจะมาเล่นเกมกับนาย แล้วพรุ่งนี้ก็วันเสาร์”
Foo Fighters พร้อมแพ็คของ Gorillaz เพิ่งเปิดให้ดาวน์โหลดมาเล่นได้สำหรับเกมร็อกแบนด์ ผมต้องเสียเงินไปเกือบ 20 เหรียญสำหรับข้ออ้างที่จะมาค้างในวันนี้ และจงใจเขียนชื่อวงตัวโตๆ แปะอยู่บนหน้าแผ่น DVD ที่โหลดมาแล้วโบกมันตรงหน้าโบรดี้ แต่กลายเป็นว่าหมอนั่นไม่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบรับเท่าที่ควร “Foo Fighters กับ Gorillaz”
“ฮื่อ” แค่คำตอบรับสั้นๆ แล้วก็หันกลับเข้าห้องไป ทั้งที่หมอนี่เคยรบเร้าให้ผมซื้อมาทันทีที่เปิดให้สั่งซื้อออนไลน์แท้ๆ
ตลอดเย็นวันนั้นจนกระทั่งอาหารเย็นเราเล่นเกมกันไปเงียบๆ (ยกเว้นตอนที่เลือกฟังชั่นร้องเพลงในเกมด้วย) โชคดีที่เงินเกือบ 20 เหรียญค่าโหลดเพลงของผมทำท่าว่าจะไม่เสียเปล่า เวลาเผลอตัวโบรดี้ก็ยังเป็นโบรดี้เหมือนทุกที หมอนั่นยังสามารถอินไปกับเพลงได้แสดงว่าอาการไม่เลวร้ายเท่าที่คิด แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างติดอยู่ในใจหมอนี่แน่ และมันต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผมด้วย เห็นได้จากตอนร้องเพลงหากไม่ทันระวังตัวโบรดี้มักจะเอนมาพิงผมบ้าง เอียงหัวมาซบไหล่ผมบ้าง แต่พอรู้สึกตัวก็รีบถอยออกไป หรือตอนเปลี่ยนมาเล่นกีตาร์กับเบส หมอนี่ก็ชอบเอาเท้ามาเขี่ยขาผม บางทีก็เตะขาผมเล่น และเช่นเคย พอรู้สึกตัวก็จะถอยห่างออกไปอีก ร่ำๆ ที่ความอดทนของผมกำลังจะหมดแล้วโพล่งถามออกไปตรงๆ คุณนายแคลล็อกชี่ก็ตะโกนเรียกพวกเราลงไปกินมื้อเย็น
ผมต้องรอจนกว่าเราจะกินมื้อเย็นกันเสร็จ และปล่อยให้โบรดี้เล่นครอสเวิร์ดกับน้องสาว น้องชายจนเกือบสี่ทุ่มเราถึงได้กลับขึ้นมาอยู่บนห้องด้วยกันอีกครั้ง
หลังอาบน้ำเสร็จผมนอนรอโบรดี้อยู่บนเตียง จนกระทั่งหมอนั่นออกมาจากห้องน้ำพร้อมแต่งตัวมาเรียบร้อย นี่เป็นอีกเรื่องที่ดูแปลกไป เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อายุ 13 อย่าว่าแต่เปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้ากันเลย เมื่อปีที่แล้วผมกับโบรดี้ยังเคยแก้ผ้ากระโดดลงสระว่ายน้ำหลังบ้านผมตอนเที่ยงคืนด้วยซ้ำ
โบรดี้เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ค้นอะไรกุกกักในตู้อยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็หอบที่นอนสนามมาโยนโครมอยู่หน้าเตียง ผมเด้งตัวลุกขึ้นจากที่นอนทันที
“อย่าบอกนะว่านั่นที่นอนฉัน”
“นั่นที่นอนนาย”
“โบรดี้” ผมเรียก แต่หมอนั่นไม่ตอบ แถมยังหันหน้าไปทางอื่นเสียอีก “โบรดี้” ผมเรียกซ้ำอีก คราวนี้หมอนั่นหันมาแต่ยังไม่ยอมสบตา แล้วยังพูดเสียงอุบอิบ
“เตียงมันแคบ”
“นี่มันคิงส์ไซส์”
“ฉันนอนดิ้น”
“เอาหมอนข้างกั้นไว้ก็ได้”
“เราโตแล้ว”
“ฉันเพิ่งมานอนค้างบ้านนายเมื่อเดือนที่แล้วเองนะ”
“เอาล่ะเทรย์!” ในที่สุดหมอนั่นก็ทนไม่ไหว โดดลงมานั่งเผชิญหน้าผมอยู่บนเตียง แต่พอพูดได้แค่นั้นก็อ้าปากค้าง แล้วก็หุบ แล้วก็อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรอีกครั้ง แล้วก็เปลี่ยนใจกลับเป็นไม่พูดตามเดิม
“โบรดี้” ผมใช้สองมือจับหน้าของเพื่อนรักให้หันมามองตรงๆ แต่หมอนั่นยังคงหลบตา ผมพูดต่อ “นายไม่ต้องมองฉันก็ได้ แต่นายต้องบอกมาว่านี่มันอะไรกันแน่ นายทำตัวแปลกๆ มาสองสามวันแล้วนะ โบรดี้ เราเป็นเพื่อนกัน นายก็รู้นี่ว่าพูดกับฉันได้ทุกเรื่อง”
คราวนี้โบรดี้ยอมเหลือบตาขึ้นมาสบด้วย แต่ก็ยังอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ดี
ผมนึกถึงเรื่องที่จอร์ดาน่าเคยพูดขึ้นมาได้ “เรื่องสักหรือเปล่า ฉันบังคับนายมากเกินไปใช่มั้ย? ฟังนะ ฉันรู้ว่าฉันบ้ารอยสักมากไปหน่อย แต่ก็แค่อยากให้นายมีเหมือนที่ฉันมี อยากให้เรามีสิ่งที่เหมือนกัน แค่ฉันกับนายเท่านั้น ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่นายฉันจะไม่มีวันทำอะไรอย่างนี้เด็ดขาด ฉันขอโทษ โบรดี้ ถึงยังไงมันก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ฉันควรจะใช้บังคับนายเลย ฉันไม่คิดว่ามันจะทำให้นายอึดอัด นายจะยกโทษให้ฉันได้มั้ย?”
ให้ตายสิ ผมพูดมันออกไปแล้ว ในที่สุดเด็กผู้หญิงในตัวผมก็ถูกบีบบังคับให้ออกมา ผมมองหน้าโบรดี้แล้วรอคอยสีหน้าเหลือเชื่อหรือปฏิกิริยาอะไรบางอย่าง แต่ไม่ใช่เสียงครางอย่างรู้สึกผิด และคำพูดที่ตามมาแน่ๆ
“โธ่~ เทรย์ นายมันน่ารักเกินไปแล้ว”
“หา?” ผมส่งเสียงถามเพราะไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน
หมอนั่นดึงมือผมออกจากหน้าของตัวเองแล้วเอามากุมไว้ “มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอก ถ้าจะมีคนผิดในเรื่องนี้ก็คงมีแค่ฉันคนเดียว”
“งั้นมันเรื่องอะไรกันล่ะ นายบอกฉันได้นี่ นายก็รู้ว่าฉันรับนายได้ทุกอย่าง”
“คราวนี้มันไม่เหมือนกัน ถ้าฉันพูดออกไป…” หมอนั่นนิ่งไปสักพัก แล้วถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ “นายอาจจะเลิกคบกับฉันไปเลยก็ได้”
“ลองดูสิ”
คำนั้นสำหรับผมมันก็แค่คำธรรมดาๆ แต่สำหรับโบรดี้แล้วมันคงเหมือนสัญญาณอะไรบางอย่าง หลังจากที่นิ่งเงียบไปพักใหญ่เหมือนกำลังประมวลข้อความและคำนวณผลได้ผลเสียจากสิ่งที่ผมเพิ่งพูดออกไป จู่ๆ หมอนั่นก็โน้มตัวมาข้างหน้า เคลื่อนตัวเชื่องช้าเข้าหาผมด้วยท่าทีคุกคามแบบแปลกๆ
“โบร?” ผมเริ่มถอยหลังในขณะที่หมอนั่นค่อยๆ คืบขึ้นมาบนตัวด้วยสีหน้าแบบเดียวกับผมตอนกำลังแอบดูหนังสือโป๊ของพ่อ ส่วนสีหน้าผมเวลานี้คงเหมือนตอนที่ถูกพ่อจับได้ “นายกำลังทำอะไรเนี่ย?”
“นายบอกให้ฉันลอง”
“ใช่ หมายถึงให้บอกเรื่องที่คาใจนายอยู่”
“มันต้องสาธิตด้วย”
‘สาธิต’ ที่ว่าของโบรดี้คือการกดผมซึ่งไม่มีทางถอยอีกแล้วลงบนที่นอน แกะกระดุมเสื้อผมออก ควานมือไปทั่วหน้าอกผม และ…นั่น…มันกำลังเลื้อยลงข้างล่าง!
“โบรดี้!” ผมรีบตะครุบมือหมอนั่นไว้ก่อนที่มันจะผลุบหายเข้าไปเจอกับความลับที่อยู่ข้างใน
“ฉันชอบนาย” เขาบอกทั้งที่ยังนั่งคร่อมอยู่บนตัวผม “ไม่รู้สิ บางทีฉันอาจจะรักนายไปแล้วด้วยก็ได้ แต่อย่าถามนะว่าเมื่อไหร่ เพราะฉันเองก็ไม่รู้”
“นายอาจจะกำลังเข้าใจผิดก็ได้นะ เราอาจจะทำตัวสนิทสนมกันมากเกินไปโดยเฉพาะช่วงนี้ นายเลยสับสนทางอารมณ์นิดหน่อย” ผมลนลานบอกระหว่างที่โบรดี้กำลังดึงมือออกจากมือผม โชคดีที่เขามือเล็กกว่ามาก สัดส่วนสงวนของผมเลยยังรอดปลอดภัยจากการถูกลวนลาม …แต่อาจจะอีกไม่นานนัก
“ฉันเคยอยากให้นายเป็นแฟนกับจอร์ดาน่า แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” หมอนั่นว่าพลางแกะมือผมไปพลางอย่างไม่ละความพยายาม “อันที่จริงก็ไม่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ฉันแค่อยากให้นายจีบเธอสำเร็จ จากนั้นค่อยทิ้งเธอ เท่านั้นแหละ”
“เยี่ยม! เรื่องสนุกอีกเรื่องของนาย แล้วยังไง นี่ก็หนึ่งในเรื่องสนุกของนายใช่มั้ย?” ผมถามเสียงขุ่น
โบรดี้หยุดดิ้นแล้วจ้องกลับ เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสีหน้าแววตาแบบนี้ของหมอนี่ มันจริงจังเสียจนผมอยากเชื่อว่าทั้งหมดที่พูดมาเป็นเรื่องจริง
แล้วก็มันได้รับข้อพิสูจน์ในทันที
หมอนั่นโน้มหน้าลงมาทั้งๆ ที่มือสองข้างยังถูกรวบอยู่ในมือผม ริมฝีปากของเราสัมผัสกัน ตอนแรกมันเริ่มอย่างเชื่องช้าก่อนจะเปลี่ยนเป็นบดเบียดแรงขึ้นและโบรดี้แทรกลิ้นเข้ามาได้ตอนที่ผมพยายามเรียกชื่อเขา ตอนนั้นเองที่ผมคลายมือออกโดยไม่รู้ตัว
มือที่เป็นอิสระแล้วของโบรดี้สอดเข้ามาใต้คอ ดันมันขึ้นเล็กน้อยให้หัวของผมหงายขึ้นเพื่อที่เขาจะได้จูบได้ถนัดกว่าเดิม
มัน เอ่อ…เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายจริงๆ แม้ว่าความตั้งใจของผมคืออยากจะต่อต้านแต่ในด้านความรู้สึกแล้วกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมพอใจกับจูบนี้ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าโบรดี้จะมีความสามารถเป็นเลิศในด้านจูบ ซึ่งก็แหงล่ะ ผมไม่ควรจะรู้อยู่แล้ว
“ทีนี้เชื่อหรือยัง” โบรดี้ถามหลังจากเราแยกออกจากกัน หรือพูดให้ถูก หมอนั่นยอมปล่อยผมได้เสียที
ให้ตาย หมอนี่คิดว่าตัวเองเป็นจูเลีย โรเบิร์ตในเพรตตี้วูเมนหรือไง ถึงได้ทำเหมือนกับว่าการจูบทำได้เฉพาะกับคนที่รักเท่านั้น
“แต่…เราเป็นเพื่อนกันนะ โบรดี้ มันไม่ควรจะเป็นอย่างงี้นี่นา”
“เราลองดูได้นี่ นายเป็นคนบอกเอง ให้โอกาสฉัน การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนาย”
“ครั้งสุดท้ายที่นายพูดแบบนี้คือตอนที่มีเรื่องจอร์ดาน่า แล้วดูสิ ผลเป็นยังไง บ้าเอ๊ย โบรดี้ คราวนี้เรากำลังพูดถึงการเป็นเกย์…”
เขาปิดปากผมด้วยจูบอีกครั้งก่อนจะได้จบประโยค เลวร้ายสุดๆ เลย นี่มันล่อลวงกันชัดๆ
“นายออกจะชอบ” รอยยิ้มกระหยิ่มนั่นทำให้ผมทั้งอายทั้งโมโห แต่ยังไม่ทันได้คิดประทุษร้ายเจ้าของมัน หมอนั่นก็เริ่มปฏิบัติการรุกคืบมากกว่าเดิม มือของโบรดี้ ‘ล่องใต้’ ได้สำเร็จ และตอนนี้ ‘ชีวิต’ ของผมก็อยู่ในกำมือหมอนั่นเรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าส่วนหนึ่งในใจผมจะยังคาบเกี่ยวอยู่กับศีลธรรมและความถูกต้อง แต่มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนเดียวแถมยังเป็นส่วนเล็กๆ อีกด้วย ผมตัดสินใจปล่อยให้โบรดี้ได้ ‘ลอง’ อย่างที่เขาร้องขอ ก็อย่างที่บอกไปแล้ว เพราะคนคนนี้คือโบรดี้ที่ผมแทบไม่เคยขัดขืนได้เลยตั้งแต่คบกันมา อย่าว่าแต่ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วผลมันจะเป็นยังไง
คนอยากลองไม่ได้มีประสบการณ์อะไรมากนัก อันที่จริงแล้วถ้านับประสบการณ์กับผู้หญิงผมกับเขาก็คงมีพอๆ กันซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก ส่วนประสบการณ์กับผู้ชายคือไม่มีเลย อย่างมากที่สุดก็แค่แอบมองวัดขนาดเพื่อนผู้ชายด้วยกันในห้องอาบน้ำ ดังนั้นโบรดี้จึงออกจะเงอะๆ งะๆ จนเผลอใช้เล็บครูดกับส่วนนั้นของผมจนมันฝ่อไปหมด ท่าทางเขาหงุดหงิดกับตัวเองมากทีเดียวจนผมต้องกลายเป็นฝ่ายปลอบใจแทน แต่ไม่นานเขาก็ทำให้ผมต้องตกใจอีกรอบ
ร่างที่เล็กกว่าผมถอยตัวลงมาจนหยุดอยู่ตรงหว่างขา ผมเดาได้ทันทีเลยว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร “โบรดี้! นายไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้”
“แต่ฉันอยากทำ”
เขาไม่สนใจกับเสียงประท้วงแล้วก้มลงจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อ ตอนแรกมันยังเงอะๆ งะๆ เหมือนเคยนั่นล่ะ แต่ก็ดีขึ้น……มาก!
เหลือเชื่อจริงๆ เลย ตัวตนของผมถูกห่อหุ้มด้วยลิ้นและริมฝีปากอุ่นๆ ของเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชาย แต่มันดันให้ความรู้สึกดีกว่าออรัลเซ็กส์ครั้งไหนๆ ที่ผมเคยได้รับจากสาวๆ เสียอีก เสียงครางต่ำๆ ดังลอดลำคอออกมา ผมถึงกับตกใจที่ได้รู้ว่านั่นเป็นเสียงของตัวเองและตอนนี้มือผมก็กำลังกำขยุ้มอยู่บนเส้นผมของโบรดี้
ผมไม่ทันได้มองเห็นว่าตอนนี้หมอนั่นจะมีสีหน้าแบบไหน ภูมิใจ กระหยิ่ม หรือเป็นสีหน้าแบบ ‘ไหมล่ะ ฉันว่าแล้ว’ เหมือนที่ชอบทำเป็นปกติเพราะสิ่งที่ได้เห็นก็เพียงแนวหน้าผากโค้งมนรุ่ยร่ายไปด้วยไรผมสีน้ำตาลชื้นเหงื่อ แผงขนตาหนาเป็นแพและโครงสันจมูกที่ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะต่อเนื่อง
หัวใจของผมกระตุก ผมไม่รู้ว่ามันควรจะเป็นสัญญาณของอะไรและตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามามัวคิดวิเคราะห์ให้มากความ แต่ผมรับรู้ได้ทันทีว่าหัวใจของผมกระตุกเมื่อได้เห็นภาพนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนวันนี้ระบบการทำงานของหัวใจผมชักจะผิดเพี้ยนไปกันใหญ่แล้ว แค่ได้เห็นดวงตาสีน้ำตาลอมเขียวของโบรดี้เหลือบขึ้นมอง ผมก็หัวใจหยุดเต้นไปเลย มันเป็นความรู้สึกวูบวาบอย่างบอกไม่ถูก เรามองตากันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งผมหงายหน้าไปข้างหลัง ร่างกายกระตุกพร้อมปลดปล่อย
ผมหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างหนักเหมือนคนขาดออกซิเจน ความคิดในห้วงสมองล่องลอยกระจัดกระจายจนกระทั่งได้ยินเสียงไอสำลักของโบรดี้ถึงได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง
“โบรดี้ นายเป็นไรหรือเปล่า ฉันขอโทษ กำลังว่าจะเตือนนายแล้ว แต่มันไม่ทัน”
หมอนั่นส่ายหน้าแต่ยังคงไอค่อกแค่ก ผมรีบลุกขึ้นไปลูบหลังลูบไหล่ให้จนเขาหายใจได้เป็นปกติแล้ว เราทั้งคู่ก็หงายหลังนอนแผ่ลงบนเตียงข้างๆ กัน
“เป็นไงมั่ง” โบรดี้หันหน้ามาถาม ในน้ำเสียงเจือแววกังวล
“ฮื่อ เป็นออรัลเซ็กส์ที่ดีที่สุดที่เคยมีคนทำให้ฉันเลย” ผมตอบไปตามตรงและเห็นได้จากหางตาว่าเขายิ้มอย่างโล่งใจ ซึ่งมันทำให้ผมปวดใจมากที่ต้องพูดประโยคต่อไปออกมา “แต่มันจะไม่เกิดขึ้นอีก โบรดี้” ผมหันไปทางเขาและทันได้เห็นรอยยิ้มนั้นค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้า
“หมายความว่าไง” เขาถามเบาๆ
“นายบอกว่าการตัดสินใจขึ้นอยู่กับฉัน และฉันก็คิดว่ามัน….เป็นไปไม่ได้ โบรดี้”
โบรดี้ไม่พูดอะไรอีก แต่จ้องตาผมนิ่งนาน ผมไม่กล้าพอจะมองเขาต่อไปเลยพลิกตัวนอนตะแคงไปอีกด้าน ไม่รู้ว่าหมอนั่นร้องไห้ออกมาหรือเปล่า แต่สักพักก็ได้ยินเสียงเขาขยับตัวลงจากเตียง คงจะลงไปนอนบนที่นอนสนามข้างล่างนั่น
ผมไม่ได้ห้ามเขา เพราะคิดว่าตอนนี้เราต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่อยากพูดคุยอะไรกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปนี่มันถูกไหม แต่ช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากหัวสมองโล่งโปร่งหลังจากเพริดไปตามอารมณ์แล้ว ผมลองชั่งใจตัวเองและคิดถึงสิ่งที่กำลังจะตามมาอีกล้านแปด
พวกเรายังเด็กด้วยกันทั้งคู่ และใช่ ผมอาจจะชอบโบรดี้ด้วยก็ได้ แต่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ล่ะถ้าพวกเราคบกัน ยังมีคนรอบข้างอีกมากมายที่เรารักและรักเรา พวกเขาจะว่ายังไงถ้าจู่ๆ เราจูงมือกันไปบอกว่า เราเป็นเกย์และเรารักกัน หรือถ้าหากไม่บอกพวกเขา เราจะทนมีชีวิตอยู่กับการหลอกลวงหลบๆ ซ่อนๆ ได้ยังไง ต่อให้โบรดี้ทนได้ ผมก็ทนไม่ได้ แล้วถ้าหากว่าหลังจากคบกันแล้วเราเกิดพบว่าที่จริงเราไม่ควรจะรักกันเลย ถ้าหากเราต้องเลิกกัน นั่นผมคงทนไม่ได้เสียยิ่งกว่า โบรดี้เป็นความเคยชินในชีวิต เราอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลาจนผมแทบนึกไม่ออกว่าชีวิตในวันที่ไม่มีโบรดี้อยู่ข้างๆ มันเป็นยังไง ผมจะเป็นยังไงถ้าไม่มีเขาเป็นเพื่อน
เคยมีคนบอกว่า คนเรามีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น ตอนนั้นผมไม่ได้เห็นด้วยหรือปฏิเสธเพราะไม่มีความคิดใดๆ เกี่ยวกับมันเลย ไม่เคยมีประสบการณ์ในชีวิตที่ทำให้ต้องนึกถึงคำๆ นี้ แต่มาเวลานี้ผมเริ่มเข้าใจบ้างแล้ว ในทางกลับกันหากผมตัดทุกอย่างเสียตั้งแต่เพิ่งเริ่มต้น อย่างดีหมอนี่ก็คงโกรธผมไปอีกสองสามวัน แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เอาล่ะ มันอาจจะมากกว่าสองสามวันก็ได้ แต่สุดท้ายเราก็จะกลับมาเป็นเพื่อนกัน ใช่ไหม? ผมกับโบรดี้เคยโกรธกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เราไม่เคยโกรธกันเกิน 24 ชั่วโมง ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งที่หนักสักหน่อย แต่แล้วมันก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ใช่ไหม?
หากการทำให้เขาเสียใจในวันนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ของเรายังคงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน ผมก็เลือกที่จะให้มันเป็นไปแบบนี้มากกว่า ในความคิดผมความรักไม่ใช่สิ่งเลิศหรูงดงามเสมอไป ผมรู้ว่าเขารักผม และถึงแม้ว่าผมจะรักเขาเช่นกัน แต่การอยู่ด้วยกันอาจไม่ใช่หนทางที่เหมาะสมสำหรับเรา
ผมเองก็มีวิธีรักในแบบของผมเหมือนกัน

แกจะอาร์ตไปไหน! บอกเค้าไปตามตรงก็ได้นี่!! พูดแค่นี้แล้วหวังดีอยู่เงียบๆ คนเดียวแต่ไม่อธิบายเหตุผล น้องโบรก็ช้ำใจแย่สิ ฮึ่!!! (กำลังอินค่ะ -*-)
เมนท์ไม่ถืกเลย กรี๊ดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ชออบๆๆๆๆๆ
ฮีฮ๊าาาาาาาา แอบเข้าใจโบรดี้ง่ะ แอร๊ยยยส
คืนนั้นต้องนอนไม่หลับแหงม กรี๊ดดดดดดดดดด
เกิดเรื่องใหญ่แล้ว อ๊ากกกกกกกกกกกกกก
/me เม้นท์ไม่รู้เรื่อง
#1 By gallantfoal on 2009-08-25 00:21